menu Menu
64 articles filed in
เศรษฐศาสตร์
Previous page Previous page Next page Next page

เจาะปัญหา "ความเหลื่อมล้ำ"

นับตั้งแต่ Thomas Piketty เขียนหนังสือเรื่อง Capital in the Twenty-First Century ขึ้นมาเมื่อสองปีก่อน คนทั่วโลกก็ได้ตาสว่างเห็นภาพที่แท้จริงของสังคมตนเองและเกิดความกังวลมากมายว่าสังคมกำลังกลับไปสู่ยุคทุนนิยมจากมรดก (patrimonial capitalism) ที่คนรวยรวยเพราะบิดามารดารวย ไม่ได้รวยเพราะความสามารถ กังวลว่ามีอะไรผิดปกติที่ผู้บริหารระดับสูงมีรายได้มากกว่าลูกจ้างธรรมดาๆ เกินกว่า 300 เท่า กังวลว่าระดับความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นนับวันนับคืนจะนำมาซึ่งความหายนะต่อระบบเศรษฐกิจและระบอบประชาธิปไตย ไปจนถึงความกังวลว่านโยบาย Global Wealth Tax ที่ Piketty เสนอนั้นจะทำลายแรงจูงใจในการทำงานและพัฒนาตนเอง ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสทบทวนความคิดเกี่ยวกับปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” จากการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนรู้จักหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายระดับฐานะ หลากหลายอาชีพ ผมคิดว่าความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นประเด็นที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และซึมแทรกลงไปในสังคมเกินกว่าที่จะสามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพียงไม่กี่ชิ้น จะโทษระบบทุนนิยมก็ไม่ถูกเพราะว่ามันไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริงเสียทีเดียว ทุนเป็นเพียง “พาหนะ” ของความเหลื่อมล้ำเท่านั้น และถึงแม้ประเด็นความเหลื่อมล้ำนี้จะซับซ้อนแต่ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่พวกเราไม่ควรลืมมันไป บทความนี้จะนำเสนอแนวคิดและสถิติเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่น่าสนใจทั้งจากผลงานของนักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่อย่าง Joseph Stiglitz หรือ Thomas Piketty ไปจนถึงแนวคิดเชิงปรัชญาจากนักเศรษฐศาสตร์รุ่นบุกเบิก อย่าง Vilfred Pareto เพื่อเป็นการจุดประกายการถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยจะเจาะปัญหานี้จาก 4 มุมมองคำถามต่อไปนี้ อะไรคือ […]

Continue reading


Open Data เพื่อสังคม: สายด่วนร้องทุกข์

ปัญหาสาธารณะจิปาถะ เช่น เพื่อนบ้านซ้อมกลองชุดตอนตีสอง ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ แก๊งอันธพาลมั่วสุมที่หัวมุม ไฟถนนดับ ป้ายหยุดสี่แยกถูกต้นไม้บัง หรือ กิ่งไม้งอกออกมาหักกลางสามแยกนั้นฟังเผินๆ เป็นปัญหาที่เล็กน้อย  แต่นั่นอาจเป็นเพราะเราไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน กระทบประชากรกี่คน หรือมีผลกระทบที่ประเมินออกมาเป็นมูลค่าความเสียหายเท่าไร   นั่นเป็นเพราะว่าเราไม่เคยมีข้อมูล ไม่มีการวัดใดๆ ทุกความคิดและความเชื่อล้วนมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเราทั้งสิ้น แต่อีกไม่นานเมืองที่เก็บข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบสายด่วนร้องทุกข์จะสามารถมองเห็นถึงความสำคัญ ความถี่และต้นตอของปัญหาสังคมเหล่านี้ได้  และเมืองเหล่านี้จะได้เปรียบเมืองอื่นๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงสภาพแวดล้อมและการดูแลความเป็นอยู่ของประชากร มิหนำซ้ำยังอาจจะดึงดูดทุนมนุษย์คุณภาพให้มาอยู่อาศัยเป็นหนึ่งในกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเมืองอื่นๆ ที่ไม่เคยเหลียวแลประชากร  เพราะที่จริงแล้วปัญหาที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเช่น มลภาวะทางเสียง บริเวณหนูชกชุม หรือรถจอดขวางหัวดับเพลิง จริงๆ รวมๆ กันแล้วอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบสุขภาพของคนจำนวนไม่น้อย ปัญหาที่ดูเหมือนว่าไร้พิษภัยอย่างไฟถนนดับๆ หรี่ๆ นั้นก็อาจเป็นต้นตนของปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมา เช่นการก่ออาชญากรรมหรือการข่มขืนในเวลาค่ำมืดก็เป็นได้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้หลายเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มทำการเปิดเผยข้อมูลสายด่วนร้องทุกข์ 311 อย่างละเอียดยิบเป็นรายกรณีย้อนหลังไปราว 5 ถึง 10 ปี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Open Data Initiative  ปัจจุบันมีราวๆ 20 เมืองที่เปิดเผยข้อมูลบน Open Data Platform และยังมีอีกหลายเมืองที่กำลังอยู่ในระหว่างพัฒนาระบบ Open Data ของตนเอง  ซึ่งกรณีร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหาสาธารณะในข้อมูล 311 […]

Continue reading


เศรษฐศาสตร์ในเลนขวา: วิเคราะห์ "อุบัติเหตุ"

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากถึง 44 รายต่อประชากร 1 แสนคน  ห่างจากประเทศนามิเบียซึ่งเป็นที่หนึ่งของโลกอย่างฉิวเฉียดเพียงแค่ 1 รายเท่านั้น  ตัวเลข 44 รายต่อ 1 แสนคนอาจฟังดูไม่มาก แต่ตัวเลขนี้ถือว่าอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่ 18 ราย หรือเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่สูงเพียงแค่ 5 รายเท่านั้นทั้งๆ ที่ประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณรถจดทะเบียนมากกว่าประเทศไทยเกินสองเท่า  การที่ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยแล้วมากถึง 70 – 80 รายต่อวันและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นแสนๆ คนต่อปีนั้นถือว่านอกจากจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าแล้ว ยังเป็นความเสียหายอันมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทย  ไม่ว่าจะมาจากแรงงานและผลิตภาพที่หายไป ค่ารักษาทางการแพทย์ หรือ ค่าใช้จ่ายที่มาจากการจราจรติดขัด  โดยมีการประเมินความเสียหายไว้ที่ปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งมากพอที่จะสร้างสนามบินสุวรรณภูมิใหม่ได้ทุกปีเลยทีเดียว…

Continue reading


ของแถมจากการศึกษา: สุขภาพ อาชญากรรม และความเป็นพลเมือง

ปกติแล้วเวลาเราลงทุนในการศึกษา เรามักหวังผลตอบแทนในด้านหน้าที่การงานและรายได้ในอนาคต หากแต่ว่าบางที “ของแถม” หรือ spillover effects จากการลงทุนในศึกษาต่อสังคมรอบๆ ตัวเรานั้นอาจมีค่ารวมกันแล้วมากกว่าผลตอบแทนส่วนตัวที่แต่ละคนได้รับจากระดับการศึกษาของตนอีกก็เป็นได้ คงไม่มีใครเถียงว่าหากมองแบบกว้างๆ แล้วโดยเฉลี่ยแล้วคนที่มีการศึกษามากกว่าจะหารายได้ได้สูงกว่าคนที่ไม่มีการศึกษา จากงานวิจัยจำนวนนับไม่ถ้วนในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่าการเพิ่มจำนวนปีของการสำเร็จการศึกษามากขึ้น 1 ปี จะทำให้เกิดรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นประมาณ 8 ถึง 12 เปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆ คือประโยชน์ทางตรงต่อบุคคลที่ยอมสละเวลาอันแสนสนุกและเงินทองของพ่อแม่ไปเข้าเรียนหลายปีนั้นชัดเจน แต่ที่เรายังไม่ทราบแน่ชัดคือสิ่งอื่นๆ ที่การศึกษาของบุคคลเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดผลกระทบได้   เพราะว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถในช่วงเวลาหลายสิบปีนั้นมันอาจทำให้คุณเป็นพลเมืองที่แตกต่าง มีความคิดและพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนอื่นที่ไม่ได้เข้าเรียนในหลายมิติ  ไม่ใช่แค่ว่ามีทักษะทางการทำงานดีขึ้นอย่างเดียว การศึกษายังอาจทำให้คุณดูแลสุขภาพคุณได้ดีขึ้น  เลี้ยงบุตรหลานได้ดีขึ้น มีโอกาสก่ออาชญากรรมน้อยลง เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น ฯลฯ ที่เรื่องนี้สำคัญนั้นเป็นเพราะว่าหากผลกระทบ “นอกตลาดแรงงาน” เป็นผลกระทบทางบวกและมีผลกระทบรุนแรง  บางทีสังคมอาจจะต้องเพิ่มการอุดหนุนและสนับสนุนการศึกษาให้มากขึ้นกว่าที่เคยคิดไว้ บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบนอกตลาดที่น่าสนใจในมิติของ สุขภาพ อาชญากรรม และความเป็นพลเมือง ***ปล. การศึกษาในบทความนี้จะขอพูดถึงการศึกษาในมุมมองที่กว้างที่สุด คือเป็นแค่การปูพื้นฐานทำให้คนเราอ่านออกเขียนได้ มีทักษะในการเป็นมนุษย์ในยุคสมัยใหม่  มี cognitive skills ระดับหนึ่ง ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นหลักสูตรไหน วิชาอะไร

Continue reading


ทำไมแค่ "Big Data" ไม่พอแต่ต้อง "Open Data" ด้วย

อภิมหาข้อมูลที่เปิด = อภิมหาประโยชน์

Continue reading


เส้นผมบังภูเขา: สินค้าเคราะห์ร้ายชื่อ "สิ่งแวดล้อม"

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ที่พบว่ามลภาวะอากาศในประเทศจีนทำให้คนเสียชีวิตวันละถึง 4 พันคน… ท่านผู้อ่านเคยสังสัยหรือไม่ว่าทำไมประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นถึงได้มีมลภาวะที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระดับสูงเหลือเกิน  ยกตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2553 นั้นปริมาณเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM-2.5) ที่มาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศปากีสถานนั้นอยู่ที่ 101 ug/m3 หรือ 101 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาถึงเกือบเก้าเท่า ซึ่งระดับปริมาณ PM-2.5 เฉลี่ยต่อปีที่แค่สูงกว่า 35 ug/m3 นั้นก็ถือว่าอยู่ในขั้นที่น่าวิตกและเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับสุขภาพและชีวิตของพลเมืองแล้ว เนื่องจากงานวิจัยทางระบาดวิทยาจำนวนมากพบว่านอกจาก PM-2.5 จะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจแล้วยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถทำให้เกิดการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากความผิดปกติในระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วย (cardiovascular disease)  จึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมอัตราตายจากโรคที่ก่อให้เกิดขึ้นโดยมลภาวะอากาศในประเทศที่มีรายได้ต่ำและประเทศที่มีรายได้ปานกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบทะเลแปซิฟิคตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงได้สูงกว่าในประเทศที่มีรายได้สูงอย่างผิดปกติ ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศกลุ่มนี้แบกรับภาระโรคภัยและการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์จากมลภาวะอากาศกว่า 88% ของภาระโรคทั่วโลกที่โดยรวมแล้วมีการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลภาวะอากาศถึงปีละ 3.7 ล้านคน แต่ที่น่าสงสัยกว่านั้นคือทำไมดูเหมือนว่าบางประเทศเหล่านี้จะไม่มีท่าทีที่จะปรับหางเสืออย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ทราบกันอยู่ว่าประเทศกำลังพัฒนามีปัญหาด้านมลภาวะและมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมากซึ่งในที่สุดก็จะเข้ามาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจ  และที่น่าสงสัยไปกว่านั้นก็คือ งานวิจัยบางชิ้นพบว่าประชากรในประเทศเหล่านี้เองก็ไม่ได้มีความยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกกับคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอีกด้วย…

Continue reading


ท่องเที่ยวไทย : มองปายผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์

ในช่วงเดือนกรกฎา​คมที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนที่จังหวัดเชียงใหม่​และอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลังจากที่ไม่ได้ไปเที่ยว​ไหนเลยเกือบหนึ่งปีเต็มเพราะทุ่มกับการอ่านหนังสือ​สอบ​ ​qualifying exam อย่างหนัก​ (ผ่านนะครับ) นับว่าเป็นทริป​ที่ผมรู้สึก​ขัดข้อง​ในใจอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่​ผมดีใจที่ประเทศไทยยัง​มีขุมทรัพย์​ท่องเที่ยว​อันล้ำค่าสวยงามไม่แพ้แหล่ง​ท่องเที่ยว​ธรรมชาติ​ระดับโลก​ แต่ในขณะเดียวกัน​”พฤติกรรม​มนุษย์” ​ที่ผมสังเกต​เห็นในทริปนี้ทำให้ผมกังวล​และเป็นห่วงอนาคต​ของการท่องเที่ยว​ไทย

Continue reading


หาหมอทั่วโลก: 6 ข้อคิดจากหนังสือดี "The Healing of America"

คงจะไม่มีวิธีไหนที่เราจะสามารถสัมผัสกับจุดเด่นจุดด้อยและประสิทธิภาพของระบบสาธารณะสุขได้ดีเท่ากับเมื่อตัวเราเองล้มป่วยลงและต้องเดิมพันชีวิตและสุขภาพของเรากับมัน วันนี้ขอแนะนำหนังสือดีอ่านสนุกชื่อ “The Healing of America: a Global Quest for Better, Cheaper, and Fairer Health Care” ที่มีข้อคิดและบทเรียนดีๆ มากมายหลังจากที่ผู้เขียน T.R. Reid ได้ตัดสินใจออกตระเวนหาหมอทั่วโลกเพื่อค้นหา “ระบบสาธารณสุขในฝัน” ที่มีประสิทธิภาพ มีราคาย่อมเยา และมีความเป็นธรรม มันน่าทึ่งที่ปัญหาหัวไหล่ปัญหาเดียวนี้ของ T.R. Reid สามารถถูกวินิจฉัยและรักษาบำบัดด้วยวิธีที่แตกต่างกันสุดขั้วในแต่ละประเทศ ตั้งแต่คำแนะนำจากหมอ hi-tech เสนอให้ผ่าตัดแพงๆ แบบ “Total Arthroplasty” ไปจนถึงการนวดแผนโบราณกับจิบชาแบบอายุรเวทในประเทศอินเดียที่ราคาย่อมเยา  อีกทั้งรายละเอียดต่างๆ ก่อนเข้าถึงตัวหมอ เช่น การรอคิวและการใช้ประกันสุขภาพก็แตกต่างกันลิบลับ ความหลากหลายของคุณภาพ ประสิทธิภาพ ราคา และความแฟร์ของระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงทำให้เราฉุกคิดได้ว่าถ้าสมมุติว่ามีเด็กคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่การแพทย์สามารถรักษาได้  ทำไมชะตาชีวิตของเด็กคนนี้ถึงจะต้องมาเดิมพันกับการที่แค่ว่าเขาเกิดมาเป็นพลเมืองของชาติใดด้วย (เลือกไม่ได้)  หากโชคดีเกิดมาในประเทศที่ระบบสาธารณสุขให้น้ำหนักกับความแฟร์มากหน่อย เด็กคนนี้ก็จะมีชีวิตรอดและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขแม้ว่าพ่อแม่ของเขาจะไม่มีเงินเลยสักแดงและไม่มีเส้นสายกับคุณหมอชื่อดัง  แต่หากเด็กคนนี้โชคร้ายเกิดมาในสังคมที่ระบบสาธารณสุขที่ไม่ดีและไม่แฟร์เท่า (หรือไม่มีเลย…) เขาจะเสียชีวิตแบบที่ไม่มีใครแยแสและไม่มีใครช่วยได้ ผู้เขียนคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าอ่านมากสำหรับใครที่สนใจการพัฒนาระบบสาธารณสุขเพราะว่า T.R. Reid พบว่าแม้จะไม่มีระบบไหนเลยที่ดีเลิศในทุกๆ มิติแต่ในภาพรวมแล้วมันพอมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่าระบบแบบไหนก่อให้เกิดผลลัพธ์แนวไหน […]

Continue reading


อธิบายภาวะ "บอนด์ยีลด์ติดลบ"

เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเราได้เห็นภาวะ “บอนด์ยีลด์ติดลบ” ที่ทำให้หลายคนเกาหัวกันอย่างถ้วนหน้า  ภาวะนี้รุนแรงไม่ใช่เล่น  มีคนวิเคราะห์แล้วว่ากว่า 27% ของปริมาณตราสารหนี้รัฐบาลในกลุ่มยูโรโซนทั้งหมดนั้นเข้าข่ายให้ผลตอบแทนติดลบไปเรียบร้อยแล้ว  ผลตอบแทนของตราสารหนี้รัฐบาลญี่ปุ่นระยะสามปีก็ได้ลงไปติดลบเหมือนกันเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน  น่าประหลาดไหมล่ะครับที่คนเรายอมจ่ายเงินแย่งกันเอาเงินไปให้ญี่ปุ่นยืมทั้งๆ ญี่ปุ่นจริงๆ แล้วเป็นประเทศที่มีอนาคตระยะไกลที่แย่มากๆ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอัตราส่วนหนี้รัฐบาลต่อ GDP สูงที่สุด บวกกับมีแนวโน้มชราภาพของประชากรที่ชัดเจน  กรณีของญี่ปุ่นนั้นผู้เขียนพอจะยังเข้าใจได้ว่าญี่ปุ่นจะยังไม่เจ๊งในอีกหลายปี (เหมือนที่เคยวิเคราะห์ไว้ที่นี่) แต่ที่น่าฉงนกว่าคือทำไมผลตอบแทนของตราสารหนี้รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ระยะสิบปีมันถึงลงไปแตะต่ำกว่าศูนย์ได้  โลกนี้มันไม่มีอะไรดีๆ ให้เอาเงินไปลงทุนแล้วฤา?? หรือว่านักลงทุนเข้าสู่สภาวะซึมเศร้ากันหมด มองไม่เห็นโอกาสทำเงินอะไรใดๆ ในอีกสิบปีข้างหน้า?  ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาคเอกชนของบางบริษัท เช่น GE, McDonald’s, Nestle, Royal Dutch Shell และ Proctor&Gamble ก็เคยตกต่ำกว่าศูนย์หรือกำลังมีแนวโน้มว่าจะลงไปติดลบเช่นกัน บทความนี้จะพูดถึง 3 หัวข้อหลักๆ  1. อธิบายแบบง่ายๆ ว่าอัตราตอบแทนของตราสารหนี้ติดลบนั้นจริงๆ แล้วแปลว่าอะไร  2. อะไรทำให้เกิดภาวะนี้และทำไมนักลงทุนถึงตัดสินใจซื้อ 3. ภาวะแบบนี้บ่งบอกถึงอะไร

Continue reading


วิเคราะห์วิกฤต "ความโสด"

วิกฤตหมีขาวรัสเซียและวิกฤตค่าเงินฟรังก์สวิสหรือจะสู้วิกฤต “ความโสด”  บางคนเพรียกหาความรักแต่ไม่เคยสมหวัง บางคนเนื้อหอมแต่กลับทำใจสละโสดไม่ได้  บางคนสละโสดได้แต่เก็บรักษาความรักไว้ไม่ได้  ปัญหาหัวใจเหล่านี้เป็นปัญหาให้กับคนทั้งโลกไม่ว่าสังคมที่ตนอยู่อาศัยจะพัฒนาแล้ว จะด้อยพัฒนา จะมีวัฒนธรรมบังคับให้คลุมถุงชน หรือจะเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนใช้เว็ป online dating เพื่อหาคู่  ทุกคนล้วนที่จะต้องเผชิญหน้ากับโจทย์ระดับหินว่า “จะสละโสดดีไหม ทำไม ให้กับใคร และเมื่อไหร่” บทความนี้จะนำเสนอแนวคิดของผู้เขียนเองปนๆ ไปกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์และแนวคิดในการลงทุนในรูปแบบที่อ่านง่ายๆ เพื่อช่วยตอบโจทย์นี้  เผื่อว่าผู้อ่านบางท่านจะนำข้อคิดเหล่านี้ไปเป็นกรอบความคิดในการวิเคราะห์ภาวะความรักหรือแก้วิกฤตความโสดของตัวเองกันครับ ***ปล.1 settaKid.com ไม่รับผิดชอบผลลัพธ์ของภาวะความรักของคุณที่จะมาจากการนำข้อคิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง!! ***ปล. 2 ข้อคิดเหล่านี้ assume ว่าเรามีเป้าหมายทำให้ตัวเราเองได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงสำหรับแต่ละคนก็แล้วแต่กรณีไป ***ปล.3 การใช้คำว่า “ราคา” และ “ตลาด” ในบทความนี้ไม่ได้หมายความว่าความรักหรือร่างกายและจิตใจคนซื้อขายได้ด้วยเงินทองอย่างเดียว แต่แปลว่าในโลกเรามีการนำทรัพยากรบางอย่าง จะเป็นหยาดเหงื่อ เงินทอง ดอกไม้ ตุ๊กตา ความซื่อสัตย์ หรือความจริงใจก็ตามแต่มาแลกกับสินค้าและบริการที่ผลิตออกมาจากสิ่งที่เรียกว่าความรัก ***ปล.4 “ความรัก” ในบทความนี้หมายถึง romantic love ไม่นับรักพ่อแม่รักพี่น้อง  “ความโสด” ในที่นี้นั้นหมายถึงการที่ยังไม่มี “serious relationship”

Continue reading


เศรษฐศาสตร์ดนตรี: จาก Mozart สู่ Taylor Swift [ตอนที่ 3]

บทความซีรี่ส์พิเศษ “เศรษฐศาสตร์ดนตรี: จาก Mozart สู่ Taylor Swift” นี้จะใช้มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจง่ายบวกกับข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อลองขบคิดดูว่าการเปลี่ยนแปลงในโลกของดนตรีครั้งใหม่นี้ดีที่สุดสำหรับใคร เจ้าของธุรกิจดนตรี ผู้บริโภค นักดนตรี หรือ สังคมโดยรวม  รวมไปถึงการค้นหาคำอธิบายความพิลึกและปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเซ็กเตอร์นี้ เช่น ทำไมถึงยังจะมีศิลปินใหม่ๆ ไหลเข้าตลาดทั้งๆ ที่รายได้โดยรวมของเซ็กเตอร์ดนตรีมีแต่จะตกเอาๆ  หรือทำไมราคาของดนตรีกำลังดิ่งลงเป็นศูนย์ทั้งๆ ที่ดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในเกือบทุกย่างก้าวของชีวิตมนุษย์เราอย่างเสมอมา  น่าสงสัยเหมือนกันว่าของดีๆ ทำไมดูเหมือนจะไม่มีราคาอีกต่อไป ตอนที่ 1 “ความเป็นจริงของดนตรี” ฉายภาพความเป็นจริงของดนตรีในยุคปัจจุบันว่าเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปมันทำให้ดนตรีแตกต่างออกไปจากสมัยก่อนๆ อย่างไร ตอนที่ 2 “ตลาดและราคาของสินค้าที่เรียกว่า ‘ดนตรี’” วิเคราะห์ว่าทำไมราคาของดนตรีถึงเข้าใกล้ศูนย์ลงทุกที และทำไมดนตรีถึงเป็นสินค้าที่คล้ายสะพานข้ามแม่น้ำและกองกำลังทหาร ตอนที่ 3 “คุณภาพและอนาคตของดนตรี” วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จากมุมมองของแฟนเพลง ศิลปิน และสังคม รวมถึงแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ของวงการดนตรี

Continue reading


เศรษฐศาสตร์ดนตรี: จาก Mozart สู่ Taylor Swift [ตอนที่ 2]

บทความซีรี่ส์พิเศษ “เศรษฐศาสตร์ดนตรี: จาก Mozart สู่ Taylor Swift” นี้จะใช้มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจง่ายบวกกับข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อลองขบคิดดูว่าการเปลี่ยนแปลงในโลกของดนตรีครั้งใหม่นี้ดีที่สุดสำหรับใคร เจ้าของธุรกิจดนตรี ผู้บริโภค นักดนตรี หรือ สังคมโดยรวม  รวมไปถึงการค้นหาคำอธิบายความพิลึกและปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเซ็กเตอร์นี้ เช่น ทำไมถึงยังจะมีศิลปินใหม่ๆ ไหลเข้าตลาดทั้งๆ ที่รายได้โดยรวมของเซ็กเตอร์ดนตรีมีแต่จะตกเอาๆ  หรือทำไมราคาของดนตรีกำลังดิ่งลงเป็นศูนย์ทั้งๆ ที่ดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในเกือบทุกย่างก้าวของชีวิตมนุษย์เราอย่างเสมอมา  น่าสงสัยเหมือนกันว่าของดีๆ ทำไมดูเหมือนจะไม่มีราคาอีกต่อไป ตอนที่ 1 “ความเป็นจริงของดนตรี” ฉายภาพความเป็นจริงของดนตรีในยุคปัจจุบันว่าเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปมันทำให้ดนตรีแตกต่างออกไปจากสมัยก่อนๆ อย่างไร ตอนที่ 2 “ตลาดและราคาของสินค้าที่เรียกว่า ‘ดนตรี’” วิเคราะห์ว่าทำไมราคาของดนตรีถึงเข้าใกล้ศูนย์ลงทุกที และทำไมดนตรีถึงเป็นสินค้าที่คล้ายสะพานข้ามแม่น้ำและกองกำลังทหาร ตอนที่ 3 “คุณภาพและอนาคตของดนตรี”  โปรดติดตามได้ในเร็วๆ นี้

Continue reading


เศรษฐศาสตร์ดนตรี: จาก Mozart สู่ Taylor Swift [ตอนที่ 1]

มันน่าทึ่งมากหากเราลองกรอเวลากลับไปที่ศตวรรตที่ 17 เราจะพบว่าการที่คนเราจะได้ฟังดนตรีชั้นเยี่ยมแนวตะวันตกนั้นจะต้องเดินทางไปฟังในโรงอุปรากรหรูหราด้วยตัวเอง แต่งตัวดีมีสกุล แถมส่วนมากเขาจะไม่บรรเลงเพลงเก่าด้วย ตัวโน๊ตต่างๆ ที่ลอยเข้าหูเราไปนั้นก็ไปแล้วไปลับ ย้อนกลับไปฟังตัวโน๊ตตัวเดิมเสียงเดิมอารมณ์เดิมอีกไม่ได้  หากลองเร่งเวลาจากสมัยนั้นเข้าสู่ปี ค.ศ. 1995 เราจะพบว่าโลกของดนตรีนั้นเปลี่ยนไปมาก ผู้คนเริ่มฟังดนตรีแบบพกพาไปที่ไหนก็ได้  เทคโนโลยีเทปและซีดีทำให้นักดนตรีสามารถทำให้บทเพลงของตัวเองถูกฟังโดยคนเป็นล้านๆ คนได้โดยไม่ต้องออกแรงบรรเลงเองเป็นล้านๆ ครั้ง คุณจะฟังกี่ครั้งคุณภาพของเพลงก็ไม่ตก นักดนตรีพกพาของคุณไม่มีคำว่าเหนื่อยล้า  และสุดท้ายเมื่อเราย้อนกลับมาสู่โลกแห่งปัจจุบันที่กำลังเต็มไปด้วยเทรนด์ใหม่ๆ เช่น Internet Radio  เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า “ความเป็นดนตรี” นั้นเปลี่ยนแปลงจากสมัยศตวรรตที่ 17 จนแทบจะไม่มีเค้า  สมัยนี้เราอยากจะหาเพลงเก่าแค่ไหนก็หามาฟังก็ทำได้ด้วยความสะดวกที่ปลายนิ้ว  ไม่รู้ชื่อเพลง รู้แต่ทำนองแค่สองท่อนก็ยังฮัมใส่มือถือเพื่อให้มือถือหาชื่อเพลงให้เราไปดาวน์โหลดได้  ยิ่งไปกว่านั้นบางทีสมองกลคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ไกลจากบ้านเราเป็นหลายหมื่นกิโลเมตรนั้นยังรู้มากกว่าและเร็วเสียยิ่งกว่าตัวเราเองอีกว่าเรากำลังจะอยากฟังเพลงแนวไหน จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือการเสพดนตรีในปัจจุบันนั้นบางทีไม่ต้องจ่ายเงินเลยซักแดง… บทความซีรี่ส์พิเศษ “เศรษฐศาสตร์ดนตรี: จาก Mozart สู่ Taylor Swift” นี้จะใช้มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจง่ายบวกกับข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อลองขบคิดดูว่าการเปลี่ยนแปลงในโลกของดนตรีครั้งใหม่นี้ดีที่สุดสำหรับใคร เจ้าของธุรกิจดนตรี ผู้บริโภค นักดนตรี หรือ สังคมโดยรวม  รวมไปถึงการค้นหาคำอธิบายความพิลึกและปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเซ็กเตอร์นี้ เช่น ทำไมถึงยังจะมีศิลปินใหม่ๆ ไหลเข้าตลาดทั้งๆ ที่รายได้โดยรวมของเซ็กเตอร์ดนตรีมีแต่จะตกเอาๆ  หรือทำไมราคาของดนตรีกำลังดิ่งลงเป็นศูนย์ทั้งๆ ที่ดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในเกือบทุกย่างก้าวของชีวิตมนุษย์เราอย่างเสมอมา  น่าสงสัยเหมือนกันว่าของดีๆ ทำไมดูเหมือนจะไม่มีราคาอีกต่อไป

Continue reading


วิกฤตรัสเซีย: เมื่อหมีขาวถูกรังแก

ขณะนี้หมีขาวรัสเซียกำลังโดนซ้อม ทั้งราคาน้ำมันดิ่งเหว ทั้งค่าเงินป่นปี้ แถมยังโดนเตะซ้ำเข้าที่ชายโครงวันนี้ด้วยการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โอบามาประกาศว่าจะกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นและปลดโซ่ตรวนทางการค้ากับประเทศคิวบาที่เคยทำให้สงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซีย “ร้อน” และเกือบทำให้เกิดการแลกหมัดนิวเคลียร์ขึ้นมาทันทีในปี 1962  มิหนำซ้ำยังจะมีการซ้ำเข้าที่เบ้าตาหมีขาวอีกทีเมื่อโอบามาลงนามการคว่ำบาตรปิดโลงรัสเซียรอบต่อไปในอาทิตย์นี้ (และมีข่าวฮือฮาบอกว่าลงนามไปแล้วด้วย) ตอนนี้ทั้งโลกกำลังจับตามองชะตากรรมของเศรษฐกิจรัสเซียที่ค่าเงินรูเบิลร่วงลงมากว่า 50% จากช่วงกลางเดือนมิถุนายนปีนี้ (และหล่นลงมากว่า 20% ภายในวันเดียวเมื่อสองวันก่อน)  แม้ว่าธนาคารกลางรัสเซียจะได้พยายามสกัดการร่วงของรูเบิลไปแล้วด้วยการขึ้นดอกเบี้ยจาก 10.5% เป็น 17% ก็ตาม เมื่อค่าเงินอ่อนปวกเปียกอย่างฉับพลันและรุนแรงอย่างไม่มีอะไรห้ามได้เช่นนี้ เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดภาวะ “panic” ขึ้นกับทุกฝ่ายไม่ใช่แค่กับนักลงทุนเท่านั้น  ซึ่งล่าสุดชาวรัสเซียเองก็ได้เริ่มรู้สึกสัมผัสกับ “ภาวะรูเบิลไร้ค่า” นี้แล้วเมื่อราคาสินค้าทั่วไปเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างกระทันหัน ร้านค้าเริ่มปรับราคาขึ้นรายวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจต่างชาติยักษ์ใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เช่น แมคโดนัลด์ได้เริ่มปรับราคาขึ้น ในขณะที่บริษัท Apple ก็ได้ยกเลิกการขายสินค้าออนไลน์ให้กับผู้บริโภคในรัสเซียไปเรียบร้อยแล้ว ต้องยอมรับว่าวิกฤตครั้งนี้ส่อแววแย่ค่อนข้างไวและสร้างความหวาดกลัวให้กับมีหลายฝ่ายจนถึงขั้นเริ่มมีคนหยิบยกประเด็นวิกฤตรัสเซียคราวที่แล้วเมื่อปี 1998 ขึ้นมาเปรียบเทียบกับวิกฤตคราวนี้ว่าอาจจะได้เห็นอะไรแย่ๆ ได้ในเร็วๆ นี้  บทความนี้จะสรุปสั้นๆ ในสี่หัวข้อ: 1. วิกฤตนี้เกิดขึ้นจากปัจจัยอะไร 2. อะไรคือจุดเสี่ยงของเศรษฐกิจรัสเซีย 3. บทบาทของศึกแย่งชิงเวทีโลกที่อยู่เบื้องหลังวิกฤตนี้ 4. ทางออกของปูติน

Continue reading


"4 ปัญหาร่วม" ในการพัฒนาการศึกษากับสาธารณสุข

การศึกษากับสาธารณสุขนั้นเป็นสองเซ็กเตอร์ที่ถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของการบริหารประเทศ  การพัฒนาการเรียนรู้ ทักษะและสุขภาพของประชาชนนั้นนอกจากจะเป็นการทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้วยังสามารถส่งผลดีทางอ้อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอีกด้วย  แน่นอนว่าหลายประเทศก็เห็นถึงโอกาสในการลงทุนในสองเซ็กเตอร์นี้เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ตลาดการศึกษาและสุขภาพในหลายประเทศจึงมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร  ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯอเมริกานั้นมีค่าใช้จ่ายในด้านสุขภาพและสาธารณสุขสูงถึง 17.7% ของ GDP ในปี 2011 (แค่เซ็กเตอร์เดียวใหญ่กว่า GDP ไทยทั้งประเทศประมาณ 7.6 เท่า!)  แต่ที่น่าสนใจกว่าคือทำไมวิธีบริหารสองเซ็กเตอร์นี้ในแต่ละประเทศนั้นถึงแตกต่างกันเหลือเกิน และทำไมผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างกันมาก  บทความนี้ไม่ได้จะนำเสนอสูตรลับในการพัฒนาสองเซ็กเตอร์นี้แต่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหา 4 ปัญหาที่ทำให้การพัฒนาสองเซ็กเตอร์สำคัญนี้เป็นงานที่ยากมากๆ  

Continue reading


อนุบาลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เราควรลงทุนกับการศึกษาในระดับอนุบาลแค่ไหน?  นี่คือหนึ่งในคำถามคาใจของพ่อแม่รุ่นใหม่หลายคู่ที่จะต้องเผชิญหน้ากับโลกที่มีการแข่งขันสูงและค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกและค่าเล่าเรียนที่ดูเหมือนจะสูงขึ้นทุกวี่ทุกวัน  ควรจะหาอนุบาลใกล้บ้านหรือว่าควรจะลงทุนขับรถไปไกลหน่อยเพื่อแลกกับคุณภาพครูที่ดีกว่าและอัตราส่วนนักเรียนต่อครูที่น้อยลง  คำถามเดียวกันเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในใจของผู้บริหารประเทศเหมือนกันว่าการเอาเงินประเทศไปลงทุนในการศึกษาปฐมวัยมันคุ้มค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับการลงทุนในด้านอื่น  มันคุ้มค่าแค่ไหนที่จะสั่งให้อนุบาลหรือโรงเรียนประถมต่างๆ ลดจำนวนนักเรียนต่อครูหนึ่งคนลงและยอมเสียเงินจ้างครูเพิ่มมากขึ้น

Continue reading


Buddhanomics: เศรษฐศาสตร์ในพระธรรม

พักหลังนี้มีคนคิดชื่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ขึ้นมามากมายหลายชื่อไม่ว่าจะเป็น Abenomics (วิทยายุทธอัดฉีดเงินเข้าเส้นเลือดซามูไร)  Bernankenomics (วิทยายุทธพิมพ์เงินจากอากาศในฝั่งอเมริกา), Draghinomics (วิทยายุทธบาซูก้ายักษ์ในยุโรป), Freakonomics (podcast และหนังสือชื่อดัง), Pharmacoeconomics (เศรษฐศาสตร์ของยารักษาโรค), Shophousenomics (ie. เศรษฐศาสตร์ในห้องแถว) และ Thaksinomics (ทักษิโณมิกส์ในบ้านเรา) น่าแปลกใจที่ยังไม่ค่อยมีคนเขียนเรื่อง “Buddhanomics” หรือแปลเป็นไทยคือ “เศรษฐศาสตร์ในมุมมองของพระพุทธเจ้า”  มองเผินๆ “เศรษฐศาสตร์” กับ “พุทธศาสนา” ดูเป็นสองคำที่มีความแตกต่างกันจนไม่น่าจะเอามาเขียนข้างกันได้  แต่ที่จริงแล้วทั้งสองมีหลักแนวคิดที่ต่อเติมกันได้ดีอย่างที่เราคาดไม่ถึง

Continue reading


เมื่อคนแก่ "อดยา" : ข้อคิดจาก Medicare Part D

คุณค่าของคนชรา คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนเข้าสู่โลกสีเทา

Continue reading


[Life+] วิธีเลือกซื้อร่มให้คุ้มที่สุด

แนะนำวิธีซื้อร่มให่คุ้มที่สุดจากประสบการณ์จริง สมัยก่อนผมเคยทำร่มหายเป็นสิบ ๆ คัน ทั้ง ๆ ที่ได้ใช้จริง ๆ ไม่กี่วัน ร่มคันล่าสุดนี้อยู่มาได้เกินสี่ปีแล้ว..เอาไปอ่านเล่น ๆ ก่อนที่ฤดูฝนจะหมดครับ

Continue reading


ไล่ครูเหลวไหล ให้โบนัสครูดีเลิศ เวิร์คจริงหรือ?

งานวิจัยชิ้นนี้พบว่าการทำ teacher incentive program ที่ไล่ครูหรือให้รางวัลครูตามผลงานในกรุงดีซี สหรัฐฯอเมริกามีผลทำให้ครูที่ผลประเมินต่ำลาออกไปและทำให้ครูที่เคยทำได้ดีทำได้ดีขึ้นไปอีก

Continue reading



Previous page Next page

keyboard_arrow_up