สนับสนุน settakid.com

สมัครเป็น member ฟรี

ขอเชิญเพื่อน ๆ มาสมัครเป็น member เพื่อรับบทความใหม่ผ่านทางอีเมล์ พร้อมกับ weekly email รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ที่คัดมาแล้ว ผมทราบดีว่าสมัยนี้ทุกคนยุ่ง อาจไม่มีเวลามานั่งเช็คเว็บนี้ได้ตลอด จึงได้สร้าง member email list ขึ้นมาครับ

Home/บทความ/Life+/[Life+] Productive ขึ้นด้วยการทำงานให้น้อยลง

[Life+] Productive ขึ้นด้วยการทำงานให้น้อยลง

  • life+1
Sharing is good karma 🙂Share on Facebook474Tweet about this on TwitterShare on Google+0Share on LinkedIn2Email this to someone

สมัยนี้คนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรงมักเพรียกหาสิ่งที่เรียกว่า “productivity” แต่ทว่าหากไม่ลองหยุดคิดดูจริงๆ ว่าอะไรคือ productivity คุณอาจกำลังเหนื่อยเปล่า

ความยุ่งไม่ใช่ความ productive

ผมคิดว่าคงไม่ใช่ผมคนเดียวที่เคยเข้าใจผิดหลงนึกว่า “ความรู้สึกยุ่ง”  คือความ productive

บางวันเรา “ดูเหมือน” productive เพียงเพราะตอนท้ายวันเรารู้สึกเหนื่อยที่ทั้งวันแทบไม่มีเวลาได้พักเลย จมอยู่กับงานบางชิ้นตั้งแต่เช้าจรดเย็น

อารมณ์ประมาณ salaryman ไม่มีผิด

แต่การเทียบความรู้สึกยุ่งกับคำว่า productivity นั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

เพราะจริงๆ แล้วการที่คุณ productive ขึ้นนั้น จากมุมมองเศรษฐศาสตร์มันหมายความว่าคุณจะต้องมีผลผลิตมากขึ้นจากการใช้ทรัพยากรจำนวนเท่าเดิมในการ “ผลิต” สินค้าหรือบริการชนิดหนึ่ง  

ถ้าให้คิดง่ายๆ ก็คือคุณก็ใช้ทรัพยากรน้อยลงในการผลิตผลงานชิ้นเดิม (ซึ่งแปลว่าผลงานต่อหนึ่งหน่วยทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นนาทีหรือหยดเหงื่อ ได้เพิ่มมากขึ้นแล้ว)

แปลว่าไม่ใช่วัดกันว่าตอนท้ายวันคุณรู้สึกว่าเสียเวลาหรือเสียเหงื่อไปกับงานทุกชิ้นมากแค่ไหน (นั่นมันทรัพยากรที่หายไป)  แต่ต้องวัดกันที่ว่าคุณใช้ทรัพยากรอันจำกัดไปคุ้มค่าแค่ไหน

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น

เวลาคุณใช้ Excel ทำรายรับรายจ่ายปิดบัญชีท้ายวันได้เร็วขึ้น  คุณ productive ขึ้น เพราะคุณเสียทรัพยากรชื่อว่า “เวลา” น้อยลง

เวลาคุณไม่อ่อนล้าเท่าแต่ก่อนเวลาคุณต้องขึ้นเวทีทั้งวัน  คุณ productive ขึ้น เพราะคุณเสียทรัพยากรชื่อว่า “พลังงานของร่างกาย” น้อยลง

เวลาคุณเครียดน้อยลงในการเตรียมพรีเซนต์ คุณก็ productive ขึ้นได้ เพราะคุณเสียทรัพยากรชื่อว่า “สุขภาพจิต” น้อยลง

สับเกียร์ เพื่อ productivity

ทุ่มนึงแล้วแฮะ…แหม่แต่กำลังอิน กำลังเครื่องแรงเลย ทำต่ออีกชั่วโมงดีกว่า

สิ่งที่หลายคน (รวมทั้งผมเองในบางครั้ง) มักตกเป็นเหยื่อคือ “ความติดมัน” หรือความรู้สึกว่ากำลังอินกับงานโดยไม่รู้ตัว

ถ้าคุณใช้เวลา 5-6 ชั่วโมงติดต่อกันในการทำงานงานหนึ่งแล้วคุณมั่นใจว่าผลผลิตต่อชั่วโมงคุณไม่ตกเลย  นั่นไม่มีปัญหา

ปัญหาคือคนส่วนมาก (และแม้กระทั่งเครื่องจักรก็ตาม) มักจะพบเจอกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า The Law of Diminishing Marginal Productivity ซึ่งแปลสั้นๆ ว่า ถึงจุดๆ นึงอัตราของการเพิ่มขึ้นของผลงานคุณจะลดลงเมื่อคุณเพิ่มทรัพยากร (เช่น เวลา) เข้าไปในการทำงาน

ต้องย้ำว่าผลงานคุณยังคงเพิ่มขึ้นเวลาคุณตัดสินใจเพิ่มทรัพยากรเวลาเข้าไปเพื่ออยู่เย็นทำงานต่อเป็นชั่วโมงที่เก้า แต่มีโอกาสสูงมากที่อัตราการเพิ่มขึ้นของผลงานคุณจะลดลงกว่าชั่วโมงแรกๆ ที่คุณเริ่มทำงานชิ้นนี้ 

เพื่อความกระจ่าง  สมมุติว่าคุณกำลังเขียนบทความอยู่นะครับ  คิดง่ายๆ ว่าจำนวนบรรทัดคือผลผลิต

ชั่วโมงที่ศูนย์คุณจะเขียนได้ 0 บรรทัด (เพราะคุณยังไม่ได้เริ่ม!)

ชั่วโมงที่หนึ่งคุณอาจจะเขียนได้แค่ 10 บรรทัดเพราะการเรียงไอเดียในหัวตอนแรกมันยาก

ชั่วโมงที่สองคุณเครื่องติดแล้ว เขียนได้เพิ่มจากชั่วโมงแรกตั้ง 50 บรรทัด

ชั่วโมงที่สามคุณยังไฟแรง เขียนได้เพิ่มจากชั่วโมงที่สองอีก 60 บรรทัด

แต่พอชั่วโมงที่สี่ คุณเขียนเพิ่มขึ้นได้จากชั่วโมงที่สามแค่ 30 บรรทัด

นั่นเป็นสัญญานว่าอัตราเพิ่มผลงานของคุณได้ร่วงลงแล้ว  หลังจากชั่วโมงที่สามนั้นการลงทุนเวลาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชั่วโมงมันไม่ productive เท่าชั่วโมงก่อนๆ ที่คุณลงทุนไป และหากคุณยังมีงานชิ้นอื่นนอกจากงานชิ้นนี้ (หรืออยากพักผ่อนบ้าง) อาจถึงเวลาแล้วที่คุณควรเปลี่ยนเกียร์เพื่อไปเติมพลังหรือไปทำอย่างอื่นครับ

Tips แนะนำ

จริงๆ แล้ววิธีที่ทำให้เรา productive ขึ้นมีหลายวิธี วิธีหลักๆ เลยคือการเปลี่ยนวิธีการทำงาน หรือเพิ่มความเก่ง (ไม่ว่าจะไปเรียนหนังสือ อบรมหรือไปฝึกงาน)

แต่จริงๆ แล้วเราสามารถเพิ่ม productivity ให้กับชีวิตเราได้โดยไม่ต้องทำสิ่งเหล่านั้นเพิ่มเลยด้วยซ้ำ (แต่ทำทั้งคู่ก็ดีนะครับ) โดยการประยุกต์หลักการง่ายๆ จากบทความนี้ได้ด้วย 3 วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้ครับ

  1. ทำ To-do list ของสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันไว้ก่อนเสมอ และไม่จำเป็นต้องเป็นแค่งานในที่ทำงานเท่านั้น เป็นการพักผ่อนหรือภารกิจส่วนตัวที่จำเป็นก็ได้ นอกจากจะทำให้ไม่ลืมง่ายแล้ว ยังทำให้เรามองเห็นว่ายังมีอะไรต้องทำอีกบ้างเวลาเราเริ่มไม่ productive กับงานชิ้นหนึ่งแล้ว
  2. ควรใส่ “เวลาที่ควรทำเสร็จ” ลงไปในแต่ละงานใน To-do list ด้วยเพื่อที่เราจะได้กะได้ว่า productivity ของเรากำลังเพิ่มหรือลด ถ้าเราตั้งเวลาไว้แบบพอเหมาะแล้วรู้สึกว่าไปไม่ถึงไหนเลย เวลาจะหมดแล้ว ควรหยุด แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นครับ
  3. เวลาคุณเปลี่ยนเกียร์ให้ลองสังเกตดูด้วยว่า “คู่งาน” หรือ “คู่กิจกรรม” ไหนที่เปลี่ยนเกียร์ไปหาแล้วทำให้คุณ productive ขึ้นได้ เช่น (จ้องจอคอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรมนานๆ คู่กับ การพักสายตาออกไปออกกำลังกายหรือออกไปซื้อของที่ภรรยาฝากให้ซื้อวันนี้)

ขอให้ทุกท่าน productive ขึ้นกันถ้วนหน้านะครับ!

Opt In Image
อ่านแล้วถูกใจ ==> ขอเชิญเป็น member ครับ!

ทุกครั้งที่มีบทความใหม่ member จะได้รับอีเมล์บทความนั้นทันที ไม่ต้องคอยเช็ค facebook ให้เสียเวลา

อีกทั้งยังได้รับอีเมล์รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ ที่ settakid.com คัดมาให้ทุกวันศุกร์อีกด้วยครับ

The following two tabs change content below.

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

PhD. Student & ICGC Fellow at the University of Minnesota
ผู้สร้าง settakid.com เป็นคนคิดมาก! ตื่นเต้นกับเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกและชอบอ่านงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ (ที่ยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่) มากเป็นชีวิตจิตใจผู้เขียนเป็นศิษย์เก่า ร.ร. สาธิตจุฬา มหาวิทยาลัยคอร์เนล (คณิตฯ & เศรษฐศาสตร์) และมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ SAIS (เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ & จีนศึกษา) เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและธนาคารโลก ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการทำ impact evaluation อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า

Leave A Comment