สนับสนุน settakid.com

สมัครเป็น member ฟรี

ขอเชิญเพื่อน ๆ มาสมัครเป็น member เพื่อรับบทความใหม่ผ่านทางอีเมล์ พร้อมกับ weekly email รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ที่คัดมาแล้ว ผมทราบดีว่าสมัยนี้ทุกคนยุ่ง อาจไม่มีเวลามานั่งเช็คเว็บนี้ได้ตลอด จึงได้สร้าง member email list ขึ้นมาครับ

Home/Edunomics, Smarter Policy/ของแถมจากการศึกษา: สุขภาพ อาชญากรรม และความเป็นพลเมือง

ของแถมจากการศึกษา: สุขภาพ อาชญากรรม และความเป็นพลเมือง

  • jatusri_article17_featured
Sharing is good karma 🙂Share on Facebook272Tweet about this on TwitterShare on Google+0Share on LinkedIn0Email this to someone

ปกติแล้วเวลาเราลงทุนในการศึกษา เรามักหวังผลตอบแทนในด้านหน้าที่การงานและรายได้ในอนาคต

หากแต่ว่าบางที “ของแถม” หรือ spillover effects จากการลงทุนในศึกษาต่อสังคมรอบๆ ตัวเรานั้นอาจมีค่ารวมกันแล้วมากกว่าผลตอบแทนส่วนตัวที่แต่ละคนได้รับจากระดับการศึกษาของตนอีกก็เป็นได้

คงไม่มีใครเถียงว่าหากมองแบบกว้างๆ แล้วโดยเฉลี่ยแล้วคนที่มีการศึกษามากกว่าจะหารายได้ได้สูงกว่าคนที่ไม่มีการศึกษา จากงานวิจัยจำนวนนับไม่ถ้วนในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่าการเพิ่มจำนวนปีของการสำเร็จการศึกษามากขึ้น 1 ปี จะทำให้เกิดรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นประมาณ 8 ถึง 12 เปอร์เซ็นต์

พูดง่ายๆ คือประโยชน์ทางตรงต่อบุคคลที่ยอมสละเวลาอันแสนสนุกและเงินทองของพ่อแม่ไปเข้าเรียนหลายปีนั้นชัดเจน

แต่ที่เรายังไม่ทราบแน่ชัดคือสิ่งอื่นๆ ที่การศึกษาของบุคคลเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดผลกระทบได้   เพราะว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถในช่วงเวลาหลายสิบปีนั้นมันอาจทำให้คุณเป็นพลเมืองที่แตกต่าง มีความคิดและพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนอื่นที่ไม่ได้เข้าเรียนในหลายมิติ  ไม่ใช่แค่ว่ามีทักษะทางการทำงานดีขึ้นอย่างเดียว การศึกษายังอาจทำให้คุณดูแลสุขภาพคุณได้ดีขึ้น  เลี้ยงบุตรหลานได้ดีขึ้น มีโอกาสก่ออาชญากรรมน้อยลง เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น ฯลฯ

ที่เรื่องนี้สำคัญนั้นเป็นเพราะว่าหากผลกระทบ “นอกตลาดแรงงาน” เป็นผลกระทบทางบวกและมีผลกระทบรุนแรง  บางทีสังคมอาจจะต้องเพิ่มการอุดหนุนและสนับสนุนการศึกษาให้มากขึ้นกว่าที่เคยคิดไว้

บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบนอกตลาดที่น่าสนใจในมิติของ สุขภาพ อาชญากรรม และความเป็นพลเมือง

***ปล. การศึกษาในบทความนี้จะขอพูดถึงการศึกษาในมุมมองที่กว้างที่สุด คือเป็นแค่การปูพื้นฐานทำให้คนเราอ่านออกเขียนได้ มีทักษะในการเป็นมนุษย์ในยุคสมัยใหม่  มี cognitive skills ระดับหนึ่ง ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นหลักสูตรไหน วิชาอะไร

สุขภาพคุณไม่ใช่แค่ของๆ คุณ

jatusri_article17_figure1

มีการประเมินไว้ว่าชีวิตชาวอเมริกันหนึ่งคนมีมูลค่าทางสถิติประมาณ 6-9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

หากการศึกษาสามารถช่วยชีวิตคนหรือต่อชีวิตช่วงที่คนเราทำงานเป็นแรงงานให้กับเศรษฐกิจได้ออกไปได้ด้วยวิธีอ้อมๆ แค่ไม่กี่เดือน ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมหาศาล

ทุนมนุษย์ในสังคมนั้นสามารถแบ่งออกแบบหยาบๆ ได้เป็นสองส่วน  ส่วนหนึ่งคือมันสมอง อีกส่วนหนึ่งคือศักยภาพทางร่างกายหรือสุขภาพ  การศึกษาที่ดีนั้นทุกคนทราบดีว่ามันมีผลกระทบเต็มๆ ต่อส่วนแรกที่เป็นมันสมอง  ในส่วนที่สองนั้นนักเศรษฐศาสตร์หลายต่อหลายสมัยมีความสงสัยว่าการที่เรามีโอกาสได้ร่ำเรียนนั้นมันทำให้เราดูแลสุขภาพเราดีขึ้นแค่ไหนหากไม่รวมผลจากปัจจัยอื่นๆ ในชีวิต เช่น พันธุกรรม หรือรายได้

คำถามนี้น่าสนใจและมีความสำคัญมากเพราะว่าสุขภาพของคุณไม่ใช่ของๆ คุณคนเดียว

การที่การศึกษาทำให้คุณสุขภาพดี นอกจากคุณจะเป็นแรงงานที่แข็งขัน ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยตลอดเวลาแล้ว คุณยังไม่เป็นภาระทางสังคมด้วย หนึ่งในเหตุผลคือ คุณจะไม่แพร่กระจาย “ความป่วย” ให้กับเพื่อนร่วมสังคมบ่อยครั้งเท่ากับคนที่สุขภาพแย่ตลอดเวลา (นึงถึงการไอจามกับการสูบบุหรี่มือสอง)

วิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่นักเศรษฐศาสตร์โนเบล แกรี่ เบกเกอร์ คือการให้คิดว่า มนุษย์เราต่างทำตัวเป็นโรงงานเพื่อทำการ “ผลิต” สินค้าและบริการจำนวนมากมายออกมาในสังคม  ไม่ว่าจะเป็น ความมีน้ำใจ ความสามารถในการล้างจาน หรือความเป็นนักเลง

หนึ่งในสินค้าเหล้านั้นก็คือสินค้าที่เราเรียกกันว่า “สุขภาพ”  และมันเป็นไปได้อย่างมากที่การศึกษาจะทำให้มนุษย์เหล่านี้สามารถผลิต “สุขภาพ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ที่ไม่มีการศึกษา  จึงมีข้อสันนิษฐานเกิดขึ้นมามากมาย เช่น

  • คนที่มีการศึกษาอาจจะเลือกวัตถุดิบ ในการผลิตสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า เพราะว่าพวกเขาอ่านแผ่นพับรู้เรื่อง อาจจะเลือกวิธีและแนวทางในการรักษาโรคได้ดีกว่า ดูออกว่าหมอคนไหนเก่ง เข้าใจว่าทำไมควรออกกำลังกาย ทำไมไม่ควรรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดและทำไมไม่ควรสูบบุหรี่ เป็นต้น
  • อีกแนวคิดหนึ่งที่สวนทางกับแนวคิดแรกคือ การศึกษาทำให้คนเราเป็นโรงงานสุขภาพที่เจ๋ง กว่า แม้ว่าเราจะมี วัตถุดิบชุดเดียวกันกับคนอื่นๆ ที่ไม่มีการศึกษา เราเลือกที่จะใช้สิ่งที่เรามี อาหารที่เรามี ทำให้เกิดสุขภาพที่ดีกว่าทั้งๆ ที่สิ่งของที่เรามีกับสิ่งที่คนด้อยการศึกษามีมันคือสิ่งของชุดเดียวกัน
  • อีกหนึ่งแนวคิดคือการศึกษาสามารถเปลี่ยนทัศนคติของเราต่อ กาลเวลา เปลี่ยนความชอบระหว่าง “ปัจจุบัน” กับ “อนาคต” ทำให้เราใจเย็นและมองการณ์ไกลมากขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าการเล่าเรียนวิชาประวัติศาสตร์ทำให้เราเห็น flow of time  การเรียนวิชาการเงินสอนให้เรามองไปข้างหน้าเวลาหา Net Present Value หรือการเรียนวิชาแนะแนวทำให้เราให้ความสำคัญกับชีวิตในอนาคตมากกว่าปัจจุบัน จึงอาจทำให้เราเลือกที่จะไม่สูบบุหรี่เพื่อความสุขชั่วครู่ในวันนี้เพราะว่าเรามองเห็นถึงภัยสุขภาพอันร้ายแรงที่จะตามมาในอนาคต

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการศึกษามีผลต่อสุขภาพจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์ต่ออายุขัย  ต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเช่น การออกกำลังกายหรือสูบบุหรี่  ไปจนถึงการเข้าถึงและเลือกใช้ความรู้ทางการแพทย์ใหม่ๆ ตัวอย่างที่น่าสนใจคืองานวิจัยในประเทศยูกันดาซึ่งพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงในระดับการศึกษาในหมู่คนที่ติดเชื้อ HIV อย่างมากหลังจากที่รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงอันตรายของเชื้อ HIV มาเป็นเวลากว่าสิบปี  ในช่วงปี ค.ศ. 1990 นั้นนักวิจัยไม่พบความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างระดับการศึกษากับการติดเชื้อ แต่ภายหลังในปีค.ศ. 2000 การศึกษาที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ที่มีการศึกษาติดเชื้อ HIV น้อยลงและมีการใช้ถุงยางอนามัยมากขึ้น  อีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญคืองานวิจัยของ ดร. ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ที่พบว่าการเรียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปีจะสามารถลดโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ถึง 7-10 เปอร์เซ็นต์  จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการที่ผลลัพธ์ทางสุขภาพนั้นเป็นผลลัพธ์ที่แท้จริง ไม่ใช่การตอบ survey สุขภาพที่อาจเกิดความไม่เที่ยงได้

ชั่งใจก่อนก่ออาชญากรรม

jatusri_ariticle17_figure2

ที่ความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับอาชญากรรมสำคัญนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าไม่มีสังคมไหนที่ต้องการอาชญากรรม อาชญากรรมมีต้นทุนและมูลค่าความสูญเสียสูง ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นการฆาตกรรมมีต้นทุนต่อสังคมราว 8 ล้านเหรียญสหรัฐ  และบางแห่งหากเราคิดค่าดำเนินคดี ค่าสืบสวน และค่าอื่นๆ นอกเหนือจาก productivity loss แล้วจะขึ้นไปสูงถึง 17.25 ล้านเหรียญสหรัฐ เลยทีเดียว

อีกเหตุผลหนึ่งที่ความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับอาชญากรรมมีความสำคัญเป็นเพราะว่ามาตรการในการลดอัตราการเกิดอาชญากรรมนั้นมีหลายวิธี เช่น การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สร้างสถานีตำรวจ เพิ่มความรุนแรงของโทษ ซึ่งแต่ละวิธีมีค่าใช้จ่ายและความมีประสิทธิภาพไม่เท่ากัน เว็บไซต์นี้มีเครื่องคิดเลขอาชญากรรมให้ลองคำนวนดูเล่นๆ ว่าหากเราเพิ่ม/ลดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกี่นายในเมือง Los Angeles โดยเฉลี่ยแล้วจะเพิ่ม/ลดจำนวนอาชญากรรมและค่าเสียหายได้เท่าไหร่ต่อปี ดูตัวเลขแล้วใจหาย

หากเราย้อนกลับไปที่วิธีคิดของแกรี เบกเกอร์ ว่าคนเราเป็นโรงงานผลิตสินค้าหลายๆ อย่างออกมาในสังคม  สินค้าชื่อว่า “อาชญากรรม” ก็สามารถเป็นหนึ่งในสินค้าเหล่านั้นได้

ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายต่างเสนอแนวคิดที่พยายามค้นหาช่องทางและอธิบายว่าการศึกษานั้นจะสามารถมีผลกระทบต่อการตัดสินใจก่ออาชญากรรมได้อย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น

  • การศึกษาเปลี่ยนสมการรายได้ในอนาคต เนื่องจากการศึกษานั้นมักนำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้นในอนาคต การตัดสินใจก่ออาชญากรรมที่มีความเสี่ยงต่อการอดได้รับเงินก้อนนั้นจึงเป็นการกระทำที่ไม่คุ้มโดนตำรวจจับ  ยิ่งไปกว่านั้นการที่การศึกษาเปลี่ยนทัศนคติของเราให้เราเพิ่มความสำคัญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (เช่นการถูกจำคุกเป็นระยะเวลานาน) มากกว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน (เอาเงินที่ปล้นชิงทรัพย์ได้มาไปซื้อมือถือให้แฟนเย็นนี้) เราอาจชั่งใจใหม่ก่อนจะคิดก่ออาชญากรรม
  • การศึกษาสามารถลดอัตราการเกิดอาชญากรรมได้โดยตรงเพียงเพราะว่าเด็กๆ ไม่ว่างพอที่จะออกไปก่ออาชญากรรม เหตุคือพฤติกรรมการก่ออาชญากรรมนั้นเริ่มต้นตั้งแต่วัยรุ่นและจะไปสูงที่สุดแถวๆ วัยมัธยมปลาย  เรียกได้ว่าถูก จำคุก ไว้ก่อนในเรือนจำที่เรียกว่า โรงเรียน” นั่นเอง
  • การศึกษาสอนว่าอาชญากรรมเป็นสิ่งที่ผิด แนวคิด “ศีลธรรม” นี้คงเป็นแนวคิดที่หลายคนน่าจะนึกถึงเป็นอันดับแรก แต่ก็ยังไม่แน่ว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนสอนแนวคิดนี้ได้ดีจริงๆ หรือไม่ หรือแค่ให้เด็กๆ ท่องจำ ไม่ได้สำนึกว่าอะไรถูกอะไรผิด อีกทั้งก็ยังไม่แน่ว่าโรงเรียนทุกแห่งบรรจุประเด็นนี้ไว้ในหลักสูตรหรือไม่  จากประสบการณ์ของผมเอง โรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยที่ผมเคยเรียนไม่ได้สอนเรื่องนี้โดยตรง

หากแนวคิดแรกเป็นเรื่องจริง การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนเพื่อเชื่อมต่อกับตลาดแรงงานจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการเพิ่มคุณภาพโรงเรียนนั้นจะทำให้เด็กๆ กลุ่มที่แต่เดิมมีทักษะในระดับที่ต่ำกว่าเพื่อนและมองไม่ค่อยเห็นอนาคตให้มองเห็นอนาคตที่ดีขึ้น เนื่องจากตัวเขาเองจะมีทักษะที่ดีขึ้นและจะมีแนวทางในการหาเงินมากขึ้นได้เมื่อเรียนจบ เมื่อเป็นเช่นนี้เด็กๆ กลุ่มนี้จะไม่คิดสั้นก่ออาชญากรรมมากเท่าเดิม

อีกเรื่องสำคัญคือนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะจริงๆ แบบนี้จะมีผลกระทบระยะยาวต่ออัตราการเกิดอาชญากรรมที่ยั่งยืนกว่านโยบายระยะสั้นไสตล์ประชานิยมอย่างเช่นการปรับบังคับเพิ่มเงินเดือนของแรงงานอายุน้อย เพราะว่าเมื่อนโยบายเพิ่มเงินเดือนระยะสั้น “หมดเขต” คนอายุน้อยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจจะหันกลับไปง่วนกับการก่ออาชญากรรม เนื่องจากว่าทักษะจริงๆ ของพวกเขาไม่ได้ถูกพัฒนา  นโยบายระยะสั้นแบบนี้จึงเป็นแค่การสับเปลี่ยนการหมุนเวียนของเงินระหว่างอนาคตกับปัจจุบันเท่านั้น

งานวิจัยคุณภาพของ David Deming เผยให้เห็นถึงความสำคัญของคุณภาพของโรงเรียนต่อการเกิดอาชญากรรมในหมู่วัยรุ่นอเมริกันในเขตโรงเรียน  Charlotte-Mecklenburg  ที่เคยมีการสุ่มล๊อตเตอรี่ว่าเด็กคนไหนจะได้เข้าโรงเรียนที่ตนเลือกไว้หรือไม่  งานวิจัยนี้พบว่า 7 ปีให้หลังจากการสุ่มล๊อตเตอรี่ เด็กๆ กลุ่มที่ถูกล๊อตเตอรี่และได้ไปโรงเรียนที่ตนเลือกไว้อันดับแรก (ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีคุณภาพกว่า) เฉลี่ยแล้วถูกตำรวจจับและใช้เวลาในคุกน้อยกว่าเด็กๆ กลุ่มที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนที่ตนเลือกไว้  อีกหนึ่งงานวิจัยคล้ายๆ กันในเมืองชิคาโกก็พบว่าการได้ไปโรงเรียนคณภาพดีกว่านั้นลดจำนวนนักเรียนเกรด 9 ลงได้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์

ทั้งหมดนี้จริงๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับประเภทของอาชญากรรมด้วย ที่กล่าวไว้ด้านบนนั้นพูดถึงอาชญากรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้มันสมองมากนัก เนื่องจากว่ายังมีอาชญากรรมอีกหลายประเภทที่เราอาจมองได้ว่ายิ่งคนเรามีทักษะบางประเภทสูง (ที่มาจากการศึกษาระดับสูง) อาชญากรรมประเภทเหล่านี้ยิ่งอาจเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก เช่น การหลอกลวง การทำตัวเป็น serial killer ที่ท้าทายตำรวจ  หรือการแฮ็คข้อมูล เพราะคนเหล่านี้อาจมองว่ายิ่งทักษะตนดี ยิ่งทำง่าย ยิ่งมีโอกาสที่จะมีคนฉลาดพอที่จะจับพวกเขาได้ต่ำลง

การศึกษาดี = พลเมืองดี ?

jatusri_ariticle17_figure3

Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเคยเขียนไว้ว่า:

“A stable and democratic society is impossible without a minimum degree of literacy and knowledge on the part of most citizens and without widespread acceptance of some common set of values.”

อ่านแล้วหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย เนื่องจากแต่ละคนตีความคำว่า “ประชาธิปไตย” ต่างกัน บทความนี้ขอไม่พูดถึงนิยามอันหลากหลายของคำๆ นี้  (ซึ่งผมเคยเขียนเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยเมื่อเทียบกับของกรีกโบราณเอาไว้แล้วที่นี่) แต่จะพูดถึงสังคมประชาธิปไตยแบบคร่าวๆ อย่างที่พบเห็นได้ในโลกตะวันตกทุกวันนี้

ทำไมการศึกษาถึงจะมามีความสำคัญต่อการเป็นพลเมืองที่ดี ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองในระบอบการปกครองประเภทใดก็ตาม? มีนักคิดมากมายที่ให้เหตุผลไว้ดังต่อไปนี้

  • การศึกษาอาจทำให้สังคมเลือกและเปลี่ยนผู้นำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวคิดนี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวและเป็นแนวคิดที่แยก “ประสิทธิภาพ” กับ “สิทธิ” ออกจากกันโดยสิ้นเชิง แนวคิดนี้จะมองว่าหากการศึกษาดีจริง พลเมืองจะมี cognitive ability และมีระบบความคิดที่พัฒนามากพอที่จะทำให้เกิดการพัฒนาในสิ่งต่อไปนี้
    1. สามารถตัดสินใจเลือกผู้นำได้อย่างดีที่สุดต่อสังคม
    2. เข้าใจถึงประเด็นทางการเมือง ประเด็นทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงสิ่งที่พรรคการเมืองสัญญาว่าจะทำอย่างลึกซึ้ง
    3. มีไหวพริบพอที่จะมองไต๋รัฐบาลออกว่ารัฐบาลกำลังล่วงล้ำสิทธิของประชาชน
      แนวคิดนี้เชื่อว่าหากการที่คนมีการศึกษาสูงสามารถเลือกผู้นำที่จะมาเปลี่ยนสังคมโดยรวมไปในทางบวกได้ดีกว่าคนที่ไม่มีการศึกษาได้จริง นั่นก็แปลว่าการศึกษามีผลลัพธ์แถมทางบวกอย่างทวีคูณสำหรับสังคมโดยรวม ยกตัวอย่างง่ายๆ หยาบๆ คือ หากมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง 3 คน คนแรกเก่งและดี ที่เหลือเก่งไม่เท่าแถมเป็นคนหลอกลวง  หากสังคมเลือกผู้สมัครคนแรกขึ้นมาเป็นผู้นำ นอกจากคนกลุ่มที่เลือกผู้นำคนนี้จะได้อย่างที่ตนต้องการแล้ว คนกลุ่มที่ไม่ได้เลือกผู้นำคนนี้ยังได้รับผลพลอยได้ทางบวกอีกด้วย  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนที่มีการศึกษาสูงกว่ามองผู้นำออกอย่างทะลุปรุโปร่งกว่าจริงๆ หรือไม่และในชีวิตจริงแล้วสิ่งที่ดีกับสังคมกับสิ่งที่บุคคลแต่ละคนต้องการก็อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
  • การศึกษาอาจทำให้พลเมืองออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งและสนใจการเมืองมากขึ้น เนื่องจากคนเหล่านี้มองเห็นประโยชน์จากการเลือกผู้นำ พวกเขาจะพยายามทำให้ผู้นำที่เขาคิดว่าดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ออกมาถกเถียงและสนับสนุนประเด็นต่างๆ กับเพื่อนร่วมสังคม
  • การศึกษาทำให้เกิดการมอบอำนาจ (empowerment) แก่พลเมือง และทำให้พลเมืองแสดงออกถึงความคิดเห็นของตัวเอง รวมไปถึงแสดงออกถึงความคาดหวังในตัวรัฐบาล ไม่ยอมเป็นฝ่ายรับอยู่ตลอดเวลา

ผมคิดว่าผลลัพธ์เหล่านี้คงขึ้นอยู่กับระบบการเลือกตั้งและสถานการ์ณการเมืองที่แตกต่างกันในแต่ละท้องที่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ Thomas Dee พบว่าการศึกษาทำให้พลเมืองออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา    แต่ในขณะเดียวกันงานวิจัยชิ้นนี้พบผลลัพธ์เดียวกันในหมู่พลเมืองอเมริกันแต่กลับไม่พบในพลเมืองชาวอังกฤษ ทีมผู้วิจัยคิดว่าที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าระบบเลือกตั้งในอเมริกานั้นค่อนข้างซับซ้อน มีด่านปราการมากมายก่อนที่ประชาชนจะสามารถลงทะเบียนเพื่อไปเลือกตั้งได้ การศึกษาจึงอาจเป็นตัวช่วยให้พลเมืองบางส่วนฝ่าด่านพวกนี้เข้าไปใช้สิทธิ์ได้  แต่ในประเทศอังกฤษนั้นปกติมีการช่วยเหลือให้พลเมืองไปลงทะเบียนเลือกตั้งมากกว่า จึงไม่พบผลลัพธ์นี้ในประเทศอังกฤษ  อีกตัวอย่างคืองานวิจัยนี้ที่พบว่าการศึกษาแปรผกผันกับการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในประเทศอียิปต์  นักวิจัยให้ความเห็นว่ามันเป็นเพราะว่าประชาธิปไตยในอียิปต์เปราะบางมากและมีความเป็นไปได้สูงที่การแปรผกผันนี้เกิดขึ้นเพราะว่าคนที่มีการศึกษาสูงทราบถึงการซื้อเสียงที่กัดกินประชาธิปไตยในอียิปต์ จึงประท้วงโดยการไม่ไปใช้สิทธิ์

สรุป

จากการสำรวจของแถม 3 ชิ้นนี้ ผมคิดว่าของแถมจากการศึกษานั้นเป็นเรื่องสำคัญ…แต่ที่สำคัญกว่าคือการย้อนกลับไปดูก่อนว่าสิ่งที่ซื้อมาตอนแรกคืออะไร

นั่นก็คือ “การศึกษา” ในแต่ละท้องที่ที่เด็กๆ ได้รับมันคืออะไรกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเนื้อหา คุณภาพ หรือหลักการการเรียนการสอน  เด็กๆ ได้รับอะไรติดไม้ติดมือไปนอกจากจดหมายหรือปริญญาหลังเรียนจบ

หากการศึกษาในสังคมเรามีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง ไม่มีคุณภาพ และมีหลักการที่ไม่เหมาะสมกับผู้เรียน  เราอาจจะไม่ได้ของแถมใดๆ ทั้งสิ้น พลเมืองก็ยังคงจะไม่ดูแลสุขภาพอยู่อย่างนั้น ยังคงมีปัญหาเรื่องคุณแม่วัยใส ยังคงมีปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV  และยังคงมีประชากรบางกลุ่มที่คิดไม่ซื่อ

ที่น่าคิดไปกว่านั้นคือหากการศึกษาของเราเป็นเพียงการเข้าศึกชิงปริญญา ไม่ได้พัฒนาทักษะใดๆ แต่เป็นแค่การส่งสัญญานให้กับผู้ว่าจ้าง หรือการศึกษาของเรานำไปสู่ของแถมอันไม่พึงประสงค์ขึ้นมา ไม่เพียงแต่สังคมจะไม่ควรอุดหนุนและไม่ควรลงทุนในการศึกษาประเภทนี้แล้ว  สังคมยังควรเก็บภาษีกับการศึกษาประเภทนี้เสียด้วยซ้ำไป

หากการศึกษาที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพ และมีศึลธรรมสามารถทำให้สุขภาพของประชาชนดีขึ้น ทำให้สังคมปลอดภัย และทำให้ประชาธิปไตยดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพได้   การศึกษาที่ไร้มาตรฐาน ไร้คุณภาพ และไร้ซึ่งศีลธรรมก็ทำให้เกิดผลทางลบในมิติเหล่านี้ได้เช่นกัน

Opt In Image
อ่านแล้วถูกใจ ==> ขอเชิญเป็น member ครับ!

ทุกครั้งที่มีบทความใหม่ member จะได้รับอีเมล์บทความนั้นทันที ไม่ต้องคอยเช็ค facebook ให้เสียเวลา

อีกทั้งยังได้รับอีเมล์รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ ที่ settakid.com คัดมาให้ทุกวันศุกร์อีกด้วยครับ

The following two tabs change content below.

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

PhD. Student & ICGC Fellow at the University of Minnesota
ผู้สร้าง settakid.com เป็นคนคิดมาก! ตื่นเต้นกับเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกและชอบอ่านงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ (ที่ยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่) มากเป็นชีวิตจิตใจผู้เขียนเป็นศิษย์เก่า ร.ร. สาธิตจุฬา มหาวิทยาลัยคอร์เนล (คณิตฯ & เศรษฐศาสตร์) และมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ SAIS (เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ & จีนศึกษา) เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและธนาคารโลก ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการทำ impact evaluation อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า

Leave A Comment