menu Menu
[สารคดี] “Happy” ทำอย่างไรให้มีความสุข ?
By ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ Posted in Life+ on August 3, 2013 8 Comments 37 words
[ไอเดีย] DashLocker: ล็อกเกอร์ซักแห้งอัตโนมัติ Previous [ไอเดีย] GymPact: จ้างให้คุณออกกำลังกาย Next

ทำอย่างไรจึงจะมีความสุข? มีเงินมาก ๆ แล้วจะมีสุขจริงไหม? แฟนทิ้งแล้วโลกจะแตกไหม? “Happy” เป็นสารคดีสั้น ๆ ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตจากหลาย ๆ สังคมเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า หากเราต้องการจะมีความสุข เราควรจะใช้ชีวิตอย่างไร  ผมประทับใจสารคดีเรื่องนี้มาก เลยอยากนำบทเรียนที่ได้มาฝากผู้อ่านครับ

ความสุขที่เลือกได้

“Happy” เปิดฉากด้วยบทสัมภาษณ์ชายลากรถเกวียนรับจ้างในเมืองโทรม ๆ แห่งหนึ่ง  เขามีเงินไม่มาก บ้านก็เป็นแค่สังกะสีหลาย ๆ แผ่นมาปะต่อกันให้พอจะกันฝนได้  ทุกวันเขาทำงานหนักรับจ้างลากรถเกวียน แต่เขากลับมีความสุขมากเพียงเพราะว่าตกเย็นจะได้กลับบ้านไปเจอลูก ได้ยินเสียงลูกเรียกว่า “พ่อ” ได้ทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา

ในขณะเดียวกัน กองถ่าย “Happy” ก็ได้ไปสัมภาษณ์เด็กฝึกงานไฟแนนซ์ในเมืองใหญ่ (คิดว่าเป็นนิวยอร์ก) ถามว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร  เขาตอบว่าหาเงินให้ได้มาก ๆ ก่อนค่อยคิดต่อ พอถูกซักถามว่าแล้วความสุขล่ะ ไม่ใช่เป้าหมายหรือ ? ตอนนี้มีความสุขไหม?  แม้เขาพอจะเข้าใจคำถาม แต่กลับดูอึดอัดและพูดไม่ค่อยออกซักเท่าไหร่นัก

นี่เป็นสองชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงที่ “Happy” พยายามจะสื่อให้ผู้ชมเห็นว่าความสุขมันอยู่ในกำมือของเรา เราเลือกอนาคตได้ และเลือกความสุขได้

ปัจจัย-ความสุข

สารคดีนี้รายงานว่า งานวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า เงินทอง ชื่อเสียง และรูปลักษณ์ มีผลต่อระดับความสุขแค่ 10% เท่านั้น  อีก 50% มาจากพันธุกรรม  นั่นก็หมายความว่าเราเองมีโอกาสเลือกกิจกรรมในชีวิตเพื่อควบคุมระดับความสุขได้ด้วยตัวเองถึง 40%   คงจะเป็นจริงนะครับ เพราะว่าผมเคยได้ยินมาบ่อยมากเกี่ยวกับหลายคนที่รวย ๆ ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ หรือมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ชอบบ่นว่าไม่มีความสุข ทั้ง ๆ ที่จากมุมมองเรา คนเหล่านี้ดูไม่เห็นจะขาดอะไรในชีวิตเลย

สารคดีนี้เสริมมุมมองนี้ด้วยงานวิจัยอีกชิ้นที่พบว่าเราได้รับความสุขจากเงินในอัตราที่น้อยลงเรื่อย หลังจากที่เราพอมีเงินซื้อของยังชีพได้  การเพิ่มเงินจาก 5 พันเหรียญไปเป็น 5 หมื่นเหรียญต่อปี เพิ่มระดับความสุขให้เราได้มากกว่าการเพิ่มเงินจาก 5 หมื่นเหรียญไปเป็น 50 ล้านเหรียญต่อปีซะอีก  (นี่มัน diminishing marginal utility ที่เราเรียนมาในเศรษฐศาสตร์ชัด ๆ  คงจะคล้าย ๆ ความรู้สึกเวลาจิบโค้กน่ะครับ  จิบแรกหลังเปิดกระป๋องอร่อยกว่าจิบหลัง ๆ เยอะ….)

จริง ๆ เราจะใช้เวลาทั้งชีวิตหาเงินทอง หาชื่อเสียง หาเรื่องทำให้หล่อ ให้สวย ให้ไม่เหี่ยว ไปจนตายก็ได้ ไม่มีใครห้าม  แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าเราเกิดมาเพื่อ maximize ระดับความสุข  ทำไมจะหยุดที่ 10% ทั้ง ๆ ที่เราทำได้อีกตั้ง 40% ?

สุขง่ายหายเร็ว

อีกหนึ่งผลวิจัยคือ มนุษย์เรามักจะประเมินระดับความสุขที่จะได้หรือจะเสียจากเหตุการณ์ต่าง ๆ สูงเกินไป  ยกตัวอย่างเช่น เรามักคิดว่าถ้าเราได้เลื่อนตำแหน่ง หรือได้เงินเดือนสูงขึ้น เราจะมีความสุขมากแน่ ๆ เลย…

สุขน่ะสุข แต่ผลวิจัยพบว่าสุขแค่ชั่วขณะเท่านั้น  เดี๋ยวเดียวก็หายไป…

ความทุกข์ก็เหมือนกัน  เรามักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าคนที่เรารักหายไปจากชีวิตเราแล้ว โลกใบนี้จะจบสิ้น เราจะเหี่ยวเฉาไปชั่วกาล  แต่ที่จริงแล้วความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิดครับ  โดยธรรมชาติแล้วระดับความสุขและทุกข์จะขึ้นลงเร็ว และจะไม่อยู่ในระดับหนึ่งนาน  โดยส่วนตัวผมคิดว่าเวลาเรารู้สึกจมอยู่กับความเศร้านาน ๆ มันคงเป็นเพราะสมองเราเอาแต่คิดถึงเรื่องแย่ ๆ วน ๆ ในหัวเราเองมากกว่า  สังเกตดูว่าเวลาเลิกคิดถึงมันหรือเวลาออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ชีวิตมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

ผมคิดว่าถ้างานวิจัยนี้ตรงกับชีวิตจริง ๆ มันจะแปลว่าคนที่จะมีความสุขโดยรวมทั้งชีวิตมากที่สุด ก็คือคนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมายืนใหม่ได้เร็วและพยายามสรรหากิจกรรมที่ให้ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ กับตัวเองอยู่ตลอดเวลานั่นเอง  จะไม่ใช่คนที่ตั้งเป้าไว้ไกลเกินไป

พวกเราคงจะจำคำสอนตอนเด็ก ๆ ว่าให้ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” ได้ดี  แต่สารคดีเรื่องนี้ขอให้ผู้ชมจำไว้ว่าทำแต่พอประมาณ เพราะว่าหวานเดี๋ยวเดียวก็จืดครับ เป็นกฎธรรมชาติ

แล้วให้ทำอะไรจึงจะมีสุข ?

เด็ก ๆ ในชุมชน cohousing
เด็ก ๆ ในชุมชน cohousing

สารคดีนี้เล่าเรื่องราวชีวิตคนจากหลายเชื้อชาติหลายประวัติ ทำให้เราเห็นถึงปัจจัยแห่งความสุขที่คนเหล่านี้มีร่วมกัน  จริง ๆ แล้วมีอีกหลายปัจจัยในสารคดีนี้ ผมคัดเอาเฉพาะปัจจัยที่เราอาจจะนึกไม่ถึงมาให้ 5 ปัจจัยครับ

  1. การอยู่ร่วมกับคนใกล้ชิด (จำนวนมาก) : จากเรื่องราวชีวิตกว่าสิบเรื่อง ปัจจัยนี้สำคัญที่สุดและพบเห็นได้บ่อยที่สุดในหมู่คนที่มีความสุข  ผมว่ามันเป็นเพราะว่ามนุษย์เราโดยธรรมชาติแล้วเป็นสัตว์สังคม ไม่ได้โดนธรรมชาติโปรแกรมมาให้อยู่อย่างสันโดษ  ที่น่าสนใจกว่านั้นคือผมสังเกตเห็นว่าคนที่มีความสุขในสารคดีนี้ นอกจากจะใช้ชีวิตร่วมกับคนใกล้ชิดเช่น พ่อ แม่ ลูก แล้ว ส่วนมากยังใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับญาติหรือคนอื่นนอกครอบครัวตัวเองอีกด้วย  ยกตัวอย่างเช่น ชุมชน cohousing ในประเทศเดนมาร์ค  ซึ่งถึงแม้จะเป็นประเทศตะวันตกที่เจริญแล้ว กลับมีสัดส่วนประชากรที่ยินดีอยู่อาศัยใต้หลังคาเดียวกันหรือตกลงทำกิจกรรมชีวิตร่วมกับคนนอกสายเลือดตัวเองมากที่สุดในโลก (คล้าย ๆ กับ “คอมมิวนิสต์สมัครใจ” นั่นเอง)  เด็ก ๆ ดีใจที่มีเพื่อนสนิททั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ผู้ใหญ่ต่างก็ดีใจที่เดือนหนึ่งทำอาหารแค่สองวัน (ผลัดเวรกัน) คนชราก็มีความสุขที่ได้อยู่กับเด็ก ๆ จากหลาย ๆ ครอบครัว  การใช้ชีวิตแบบนี้มันช่างต่างกับสังคมสมัยใหม่ที่ญาติห่างกันทุกวัน ๆ ครอบครัวเล็กลงทุกวัน ๆ อย่างเช่นในสังคมอเมริกันหรือสังคมเมืองในประเทศญี่ปุ่นที่วัฒนธรรมทำให้พ่อบ้างานจนลูกแทบจะจำพ่อไม่ได้
  2. การร่วมมือกับคนอื่น ๆ : “Happy” กล่าวถึงอีกผลวิจัยที่ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์เราไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะเอาแต่แก่งแย่งชิงดีเหมือนที่พบเห็นได้ในสังคมเมืองสมัยใหม่  ถ้าให้เลือกระหว่างแข่งขันหรือร่วมมือ คนส่วนมากจะเลือกที่จะร่วมมือกับอีกฝ่าย  การร่วมมือกันนั้นจะนำพาความสุขมาให้เราเพราะว่าเวลาเราได้ร่วมมือกันทำโปรเจคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมบ้าน หรือการทำอาหารในชุมชน cohousing เราจะฉุกคิดได้ว่าเรามีอะไรจะให้ ไม่ใช่คิดอยู่เสมอว่าเราขาดอะไร  ผมว่าข้อคิดนี้จะมีประโยชน์มากสำหรับคนที่อยู่ในสังคมที่มีการแข่งขันสูง และเป็นสังคมที่ค่อนข้างวัตถุนิยม (ฟังดูคล้ายกรุงเทพฯ ชอบกล)
  3. การอยู่กับธรรมชาติ : หลายเรื่องราวความสุขในสารคดีนี้เน้นการใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านในจังหวัดโอกินาว่าที่มีคนอายุเกินร้อยปีมากที่สุดในโลก หรือเรื่องราวของชาวบราซิลที่เลิกใช้ชีวิตเมืองแล้วหันมาติดเกาะแทนเพื่อที่จะได้โต้คลื่นทั้งวันทั้งคืน  สารคดีนี้ไม่ได้บอกว่าทำไมเราถึงมีความสุขกับธรรมชาติ  ผมคิดว่ามันคงเป็นเพราะว่าคนเหล่านี้ได้ใช้ชีวิตห่างไกลความวุ่นวายในสังคมเมืองที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดที่ไม่เป็นธรรมชาติ (ความเครียดที่เป็นธรรมชาติคือเวลาเรากำลังเจอภัยอันตรายถึงชีวิต คล้าย ๆ เวลากวางเครียดเวลาเห็นเสือนั่นเอง)  เมื่อออกมาจากสังคมเมืองได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลว่าจะหาเงินเลี้ยงลูกพอมั๊ย หรือจะมีอะไรกินมั๊ยอีกต่อไป  หิวก็โดดน้ำลงไปจับปลา หรือพายเรือออกไปจับปู
  4. การมี Flow : เวลาเรามี “Flow” คือเวลาที่เรากำลังทำอะไรบางอย่างแล้วมันมันมือมาก เวลาผ่านไปเร็วมาก แม้จะดึกจะดื่นร่างกายก็ยังอยากทำต่อถึงแม้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนทางเงินตราเลยก็ตาม  สารคดีนี้ยกตัวอย่างพนักงานที่ทำอาหารในร้านฟาสต์ฟู้ดในอเมริกา แม้งานนี้จะไม่ใช่งานที่ใครหมายปอง แต่เขามีความสุขสนุกไปกับการทำอาหารให้ได้คุณภาพและได้ความเร็วที่ตั้งไว้  ตัวอย่างนี้มันทำให้ผมนึกถึงรายการทีวีเรื่อง Undercover Boss ที่เค้าให้ CEO ปลอมตัวไปเป็นเด็กฝึกงานเพื่อสำรวจปัญหาในธุรกิจตัวเอง มันมีอยู่ตอนหนึ่งที่ CEO บริษัทกำจัดขยะได้ไปเห็นลูกน้องคนหนึ่งที่มีหน้าที่ขัดส้วมเคลื่อนที่  ถ้าลองคิดดูดี ๆ อาชีพนี้น่าจะเป็นอาชีพที่ติดท็อปเท็นอาชีพที่แย่ที่สุดในโลก  แต่ลูกน้องคนนี้กลับยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุขกับหน้าที่ล้างส้วมเพราะเค้าคิดว่ามัน “สนุก” ที่ได้ “ทำศึกกับกองทัพอุจจาระ” ทุกวัน บทเรียนสำหรับผู้บริหารก็คือทำอย่างไรพนักงานทุกคนถึงจะมี flow และรักการทำงานไม่ว่างานจะเป็นอะไร จะลำบากแค่ไหนก็ตาม
  5. การรู้สึกร่วมทุกข์ยากของคนอื่น : ข้อนี้เป็นข้อเดียวในสารคดีนี้ที่ถึงแม้ชีวิตเราจะไม่มีข้ออื่นข้างบนเลยเราก็มีความสุขได้ ผมขอเล่าเรื่องราวที่ผมประทับใจที่สุดให้ละกันครับ

มีหนุ่มไฟแนนซ์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่เคยต้องการทำงานแข่งขันเพื่อเงินทองและความสำเร็จ เคยตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะเป็นนายแบงก์อายุน้อยที่สุดในอินเดีย  เวลาผ่านไป เขาประสบความสำเร็จ ได้ใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ แต่วันหนึ่งเขากลับหงุดหงิดที่ว่า ชีวิตมนุษย์เรามีแค่นี้เองหรือ ? หาเงิน หางาน หาภรรยาดี ๆ เลี้ยงลูก  เป็นไปไม่ได้! ชีวิตมันต้องมีอะไรมากกว่านี้!

วันหนึ่งเขาได้ไปลองอาสาสมัครช่วยดูแลคนป่วยและคนที่ถูกทิ้งตามกองขยะในกรุงกัลกัตตา วันนั้นชาวฝรั่งเศสผู้นี้ได้มีโอกาสป้อนข้าวให้กับชายชราที่ป่วยหนักใกล้เสียชีวิต  ชาวฝรั่งเศสผู้นี้ตระหนักได้ว่าแม้ว่าอาหารคนป่วยและน้ำดื่มจะดูเป็นอะไรที่ธรรมดามากในสายตาเรา แต่มันกลับมีความหมายมากมายเหลือเกินสำหรับคนที่กำลังทรมาร  การไปอาสาสมัครในวันนั้นจึงเปลี่ยนเป็นอาชีพใหม่ของเขา ในที่สุดชีวิตเขาก็มีความหมาย  มีคนที่ชีวิตอยู่บนเส้นด้ายให้เค้าได้ช่วยเหลือทุกวัน

สุดท้ายก่อนสัมภาษณ์จบ เขาบอกว่าแม้ว่าจะไม่ได้ทำงานธนาคารแล้ว  แต่เขายังคิดว่าชีวิตเขาคือ “เงินกู้” จากพระเจ้า  เมื่อถึงเวลากำหนดก็ต้องคืน

เพียงแต่คราวนี้จะแถมดอกเบี้ยงาม ๆ ให้ด้วย…

ผมเองเคยพบเจอกับเหตุการณ์คล้าย ๆ กันเมื่อไม่นานมานี้  ผมเคยได้ช่วยชีวิตยายแก่ที่กำลังโดนประตูลิฟต์หนีบ (สงสัยประตูไม่เด้งเพราะว่าเซ็นต์เซอร์เสีย) หลังจากนั้นก็รู้สึกมีความสุขแบบผิดปกติขึ้นมาทันใด  แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น  ความสุขไม่ว่าจะสุขแค่ไหน ไม่นานก็จางไป  มันจริงจนอยากย้ายไปอยู่ในเมืองที่มียายแก่ที่อยู่คนเดียวเยอะ ๆ และมีลิฟต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน  มันคงเป็นไปไม่ได้…. น่าอิจฉาชายชาวฝรั่งเศสผู้นี้ที่ค้นพบ “โอกาสทอง” ในการเพิ่มความสุขด้วยวิธีนี้

สำหรับชาวกรุง

การจะทำตามสารคดีนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเราชาวกรุง เพราะผมคิดว่ามนุษย์ส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และมีชีวิตที่ถูกผูกมัดไว้กับสังคมที่ตัวเองอยู่  สองสิ่งนี้จะมีแนวโน้มผลักดันให้เราใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ที่อาจจะดีหรืออาจจะไม่ดี เพราะว่าเราไม่รู้เลยว่าถ้าเราเข้าป่าไปจริง ๆ แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร ? จะให้นายแบงก์ ทนายความไปล่าสัตว์ น่าจะมีทุกข์มากกว่ามีสุข…. แต่ในขณะเดียวกันเรารู้แน่นอนว่า ถ้าถึงเวลาพักเที่ยงแล้วการที่เราจะได้ไปซัดก๋วยเตี๋ยวเจ้าเก่าแถวหัวมุมมันให้ความสุขเราได้แบบชัวร์ ๆ แม้ว่างานเราจะน่าเบื่อหรือรถมันจะติดในเมืองก็ตาม

ผมสังเกตว่าหลายตัวละครในสารคดีนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าป่าหรือทำกิจกรรมเหล่านี้เพื่อเพิ่มความสุข ส่วนมากชีวิตเค้ามีรูปแบบดังกล่าวเพราะว่าความบังเอิญในชีวิต (ประสบอุบัติเหตุ เกิดมาในชนเผ่านั้น หรือบังเอิญเกิดสงครามโลกทำให้มีชุมชนหญิงหม้ายที่อยู่กันอย่างแน่นแฟ้นในกรณีหมู่บ้านจังหวัดโอกินาว่า)

แต่ผมคิดว่าเราสามารถหลุดออกมาจาก dilemma ที่น่าเศร้าอันนี้ได้โดยการปรับแนวคิดและวิถีชีวิตเราแบบค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปครับ สารคดีนี้แนะนำให้เราคิดว่าความสุขคือทักษะที่ต้องฝึกฝน ควรจะคิดถึงความสุขเหมือนกับการที่เราหัดเล่นเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง และคิดอยู่เสมอว่ากิจกรรมและวิถีชีวิตแบบใดทำให้เรามีความสุขบ่อยและมากที่สุด

สำหรับผมแล้ว การฝึกฝนนี้เริ่มจากการคิดว่ากิจกรรมใดในชีวิตประจำวันที่ทำให้ผมมีความสุข อะไรที่ทำให้ผมทุกข์ ณ ตอนนี้วันนี้

  • อะไรที่นำความสุขแต่ทำไม่มากพอก็ทำให้มันมากขึ้น เช่นการใช้เวลากับคนที่เรารัก หรือการทำงานอดิเรก (ผมชอบเขียนบทความ ชอบเล่นดนตรี  ตอนนี้พยายามเลิกหาข้ออ้างว่า “งานยุ่ง” หรือคิดว่า “ทำไปก็ขายไม่ออก”)
  • อะไรที่ทำให้ทุกข์ก็ตัดซะบ้าง หันไปหาอะไรที่ดีแต่ยังไม่ได้ลองทำแทน (ผมชอบเครียดว่าอีกหน่อยจะทำอะไร ชอบเครียดและเสียดายว่าอุตส่าห์ทำโน่นทำนี่มาแล้ว ทำไมไม่ทำด้านนั้นต่อ ทำไมชีวิตสะเปะสะปะ ตอนนี้ลองเปลี่ยนมาตามใจตัวเองมากขึ้น เห็นอะไรน่าสนใจก็ทำ แล้วมันก็มีความสุขดี…)
  • ออกไปลองค้นหาศึกษาสังคมอื่นให้มากขึ้น (เวลาไปเที่ยว ผมชอบไปเที่ยวที่ ๆ คนพื้นเมืองเค้าไปทำอะไรกัน ไม่ใช่ที่ ๆ รถทัวร์ไปลง  นอกจากจะฟังดูเจ๋งกว่าแล้ว ยังได้ลองลิ้มรสวิถีชีวิตคนในสังคมต่าง ๆ ที่ผมอาจจะขอยืมมาใช้ในชีวิตผม หรือถ้าติดใจมากอาจจะย้ายไปอยู่ถาวรเลยในอนาคต)
  • กล้าทำอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น (ลองนึกดูว่าชีวิตนี้สั้นนัก เราชาวกรุงที่ risk averse จริงก็ต้องอย่าลืมความเสี่ยงที่ยังไม่ได้ลองทำกิจกรรมดี ๆ อื่น ๆ ที่เรายังคิดไม่ถึงก่อนตายนะครับ)

หวังว่าผู้อ่านอ่านมาหมดนี่แล้วคงมีความคิดอยากจะลองทำอะไรใหม่ ๆ กับชีวิตนะครับ  หากผู้อ่านสนใจดูสารคดีนี้ สามารถหาชมสารคดี “Happy” ได้สะดวกที่สุดบน amazon.com ถ้าใครมี amazon prime ก็ดูฟรีครับ  ใครได้ดูแล้ว คิดอย่างไร เชิญ comment ข้างล่างได้ครับ

 

 

Happy ความสุข สรุป สารคดี


Previous Next

Leave a Reply to Ben Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Cancel Post Comment

  1. พี่คิด
    บทความอ่านสนุกดี! 🙂 เป็นคนคิดมากเหมือนกัน ว่าจะต้องรีบๆทำนู่นทำนี่ เรียนต่อ ทำงานดีๆ จะได้มีหน้ามีตา มีคนชื่นชม แต่หลังๆได้คิดว่า…จริงๆแล้ว เราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ไม่มีใครสนใจหรือเดือดร้อนกับเราหรอก แล้วถ้ามัวแต่คิดถึงเป้าหมายอย่างเดียว ว่าต้องรีบไปให้ถึงเร็วๆ ก็จะไม่ได้มีความสุขกับการเดินทาง
    เขียนอีกเยอะๆนะ 🙂

    1. ขอบคุณที่มาอ่่านครับ! ความสุขคือ utility function ที่ซับซ้อนมาก! แถมยิ่งพยายาม maximize ยิ่งไปไม่ถึง จะพยายามเขียนอะไรทำนองนี้อีกเรื่อย ๆ ครับ

  2. เห็นด้วยและเข้าใจที่คุณนภัทรพูดค่ะ ความสุขง่ายที่สุดแต่ส่งผลมหาศาลเกิดจากการทำประโยชน์ให้ผู้อื่นโดยไม่คิดหวังอะไรเลยแต่เป็นไปโดยอัตโนมัติ พลังงานแห่งความดีจะสะท้อนโดยอัตโนมัติเช่นกันเด้งดึ๋งกลับมาหาเจ้าตัวทันทีทันควัน ภาษาฝรั่งบอก what goes around comes around ภาษาจีนแต้จิ๋วพูด “ฮอปักนั้ง ฮอกากี่” เท่านั้นยังไม่พอความสุขต่อมาก็ยิ่งใหญ่ไม่มีอะไรมาเทียบ นั่นคือการลดความสำคัญ ลดขนาดตัวตนของเราเองลง สุขสองชั้น สุขเน้นๆ และสุขได้อีกค่ะ

  3. เห็นด้วยมากๆ กับที่บอกว่าความสุขไม่ใช่เป้าหมายแต่เปนการที่ได้ทำอะไรเล็กๆน้ิยๆระหว่างทางไปเป้าหมายต่างหาก
    เพราะเมื่อได้มาแล้ว ความรุสึกนั้นอยู่แป๊ปเดียวมากๆ (เช่นตอนได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ดีใจอยู่แค่วันสองวัน แต่อ่านหนังสือหนักมา 6 ปี ดีนะที่คุณพ่อคอยบอกว่าให้หาอะไรสนุกๆทำระหว่างเรียนด้วย เลยเป็นช่วง 6 ปีที่ได้ทำทั้งกิจกรรมและก็ยังเรียนเต็มที่ ไม่งั้นคงรุ้สึกว่านี่พยายามหลายปีเพื่อมีความสุขแค่ 2-3 วันเองหรอ 555)

    ปล. อย่าคิดมากนะคะ บทความของคุณคิดมีประโยชน์มากๆ เลยค่ะ วันนึงอาจรวมมาเป็น pocket book ขายได้เลย ^^ มีความสุขกับการเขียนดีกว่าค่ะ

    1. ขอบคุณครับ ถ้าชอบแนว self improvement หรือวิธ๊ทำให้มีสุข อีกไม่กี่เดือนเดี๋ยวจะออก product ใหม่ชื่อ Life+ ครับ เป็นโปรแกรมอีเมล์ Tip เพิ่มความสุขครับ

  4. ชอบมากค่ะ อ่านแล้วได้อะไรเยอะ ความรู้ แนวคิด งานวิจัย ขอให้ลงเรื่องราวดีๆอย่างนี้ไปเรื่่อยๆ จะรอติดตาม รวมเล่มไว้ก็ดีนะคะ

  5. บทความดีมากเลยครับ ขอบคุณที่มาแชร์ครับ
    มีคำถามนิดนึงตรงที่ว่าปัจจัยที่ทำให้มีความสุขนั้นขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ถึง 50% เลย งานวิจัยเค้าศึกษายังไงหรอครับ ถึงรู้ได้ว่ากรรมพันธุ์มีผลถึงขนาดนั้น
    ขอบคุณมากครับ

keyboard_arrow_up