สนับสนุน settakid.com

สมัครเป็น member ฟรี

ขอเชิญเพื่อน ๆ มาสมัครเป็น member เพื่อรับบทความใหม่ผ่านทางอีเมล์ พร้อมกับ weekly email รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ที่คัดมาแล้ว ผมทราบดีว่าสมัยนี้ทุกคนยุ่ง อาจไม่มีเวลามานั่งเช็คเว็บนี้ได้ตลอด จึงได้สร้าง member email list ขึ้นมาครับ

Home/บทความ/ere/ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน (ตอนที่ 2): Energy Mix กับอนาคตพลังงานไทย

ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน (ตอนที่ 2): Energy Mix กับอนาคตพลังงานไทย

  • fractal-1793218_1280
Sharing is good karma 🙂Share on Facebook5.3kTweet about this on TwitterShare on Google+1Share on LinkedIn0Email this to someone

ปัจจัยสำคัญที่เป็นเสี้ยนหนามของการพัฒนานโยบายพลังงานในหลายประเทศ คือความไม่เข้าใจข้อมูลและความลึกลับซับซ้อนของกลไกในตลาดพลังงาน

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควร “ช่างมัน” เพราะว่านโยบายพลังงานกระทบทุกคนในสังคม ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่รุ่นเราก็รุ่นลูกหลานเรา

ผมหวังว่าบทความซีรี่ส์ “ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน” ที่จะเสนอข้อคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์พลังงานแบบสั้นๆ จะทำให้หลายคนหันมาสนใจและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานอย่างมีทิศทางและมีข้อมูลกันมากขึ้นครับ

ในตอนที่ 1 เราสำรวจจุดยืนของพลังงานไทยและผลดีผลเสียของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ไปแล้ว

สำหรับตอนที่ 2 นี้เราจะไปดูกันว่า “Energy Mix” (สัดส่วนการใช้พลังงาน) ของประเทศไทยเป็นอย่างไร และเมื่อเทียบกับแนวโน้มความต้องการทางพลังงานแล้วอนาคตของพลังงานไทยควรจะมีหน้าตาแบบไหนกันครับ

Energy Mix: ไทยยังคงพึ่งพาพลังงานสิ้นเปลืองเป็นหลัก

Energy Mix เป็นคอนเซ็ปต์สำคัญในการวิเคราะห์ว่าการใช้พลังงานในแต่ละประเทศท้ายสุดแล้วแบ่งว่ามีต้นตออย่างไร

article2_figure1

จากกราฟ จะเห็นได้ว่า ล่าสุดประเทศไทยยังคงพึ่งพาพลังงานสิ้นเปลือง (Nonrenewable energy) แทบจะทั้งหมดทั้งสิ้น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหินนำเข้ารวมกันแล้วเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของการใช้งานทั้งหมด โดยที่พลังงานน้ำและพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) อื่นๆ บวกกับไฟฟ้านำเข้า รวมกันแล้วเป็นแค่ 2% ของการใช้พลังงานในประเทศไทย

article2_figure2

คำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือตัวเลข 2% นี่มันมากหรือน้อย สำหรับประเทศอย่างเรา?

หากลองไปสำรวจดูทั่วโลก (ตารางด้านบน) ก็จะพบว่าแต่ละประเทศนั้นก็จะมี Energy Mix ที่แตกต่างกันออกไปตามทรัพยากรที่มีอยู่แต่เดิมหรือตามนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดัน
แม้ว่าประเทศฝรั่งเศสกับสหรัฐฯ มีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนถึง 10% แต่ถึงแม้จะพอๆ กัน ฝรั่งเศสดำเนินนโยบายพลังงานนิวเคลียร์มากว่า 50 ปี แล้ว เขาจึงพึ่งพาพลังงานจากถ่าน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันน้อยกว่าชาติอื่นมาก กลับกันประเทศจีนพึ่งพาถ่านหินอย่างเดียวก็เกือบ 70% ของ Energy Mix และถึงกว่า 80% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

ด้วยความหลากหลายของทุนทรัพยากรที่มีแต่เดิม ความต้องการของมวลชน และระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี เส้นทางการปรับ Energy Mix ของแต่ละประเทศจึงไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องทำตามแม่แบบที่ “ดีที่สุด”เหมือนกันหมดเสมอไป

จริงอยู่ที่เราควรตื่นตัวกับการที่ประเทศสวีเดนประกาศว่าเขาจะทำให้พลังงานหมุนเวียนเป็น 100% ของ Energy Mix ให้ได้ภายในปี 2040 แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะต้องทำให้สำเร็จภายในเวลาเดียวกัน

ต้องไม่ลืมว่าสวีเดนมีประชากรที่จะใช้พลังงานเขาน้อยกว่าประชากรในพื้นที่กทม.และปริมณฑลอีกนะครับ และประเทศจีนที่มักถูกตราหน้าว่าไม่สนใจพลังงานหมุนเวียน สามารถผลิตพลังงานจากน้ำได้มากกว่าสวีเดนถึงราว 10 เท่า มันแค่ยังไม่พอใช้สำหรับจีนเท่านั้นเอง

Energy Demand: ไทยใช้พลังงานมากกว่าที่ผลิตเองประมาณ 2 เท่า

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการวางแผนปรับเปลี่ยนสัดส่วน Energy Mix คือระดับและแนวโน้มความต้องการใช้พลังงานในแต่ละประเทศ

article2_figure3

จากกราฟด้านบน จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความต้องการใช้พลังงาน (สีเขียว) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่การผลิต (สีน้ำเงิน) ค่อยๆ ลดลง และต้องพึ่งพาการนำเข้า (สีแดง) ถึงเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้พลังงาน

อีกหนึ่งข้อเท็จจริงก็คือ ความต้องการใช้พลังงานที่มากขึ้นนี้มาจากการที่คนไทยหนึ่งคนใช้พลังงานมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเรื่อยๆ ด้วย ไม่ใช่แค่เป็นเพราะเรามีประชากรมากขึ้นหรืออย่างไร

ซึ่งได้เคยมีการคาดคะเนไว้โดย APERC ว่าความต้องการพลังงานขั้นสุดท้ายมีโอกาสขยายตัวถึง 2 เท่าในปี 2577 จากระดับเมื่อปี 2553 เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวในประเทศไทยยังมีโอกาสโตได้อีกมาก

อนาคตพลังงานไทยขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?

จากมุมมองเศรษฐศาสตร์แล้ว การเสาะหาเส้นทางที่ดีที่สุดในการปรับ Energy Mix จะต้องคำนึงถึง “ความสมดุล” ระหว่างเป้าหมายสำคัญจากวันนี้เป็นต้นไป

ซึ่งอย่างน้อยๆ มี 3 เป้าหมายคือ 1) ความมั่นคงทางพลังงาน 2) ราคาที่เข้าถึงได้ และ 3) สิ่งแวดล้อมกับสุขภาพของประชาชน

ผู้เขียนมองว่ายังไงประเทศไทยก็หนีไม่พ้นการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนใน Energy Mix ด้วย 3 เหตุผลหลักๆ

เหตุผลแรก คือ สุดท้ายแล้ว ประเทศที่มองการณ์ไกลจะไม่ยอมให้ภัยต่อธรรมชาติและภัยต่อสุขภาพที่เป็นผลข้างเคียงของการพึ่งพิง “พลังงานยุคเก่า” เข้ามารั้งความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศ จริงอยู่ที่ราคาและ capacity เป็นจุดขายของพลังงานยุคเก่าที่สามารถให้ความมั่นคงทางพลังงานและราคาที่เป็นธรรมกับเราได้ในในระยะสั้น แต่ในอนาคต การแข่งขันทางเศรษฐกิจจะวัดกันที่คุณภาพของทุนมนุษย์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ จะแข่งกันด้วยสมองและความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งกว่าเดิม หากสุขภาพจิตและกายของแรงงานเราไม่ดี เด็กๆ รุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางมลพิษที่ทำให้การเจริญเติบโตและการเรียนรู้ไม่เต็ม 100 หรือสิ่งแวดล้อมเราแย่ถึงขึ้นเราสูญเสียแรงงานคุณภาพไปจนเกิดภาวะ brain drain เราจะเสียเปรียบชาติอื่นเขา

เหตุผลที่สอง คือ การมาของความไม่สงบทางการเมืองในสังคมที่ผู้คนเริ่มไม่ทน ผู้เขียนมองว่านอกจาก scenario ที่ผู้บริโภคจะไม่ทนกับภาวะที่พลังงานสิ้นเปลืองเริ่มมีราคาแพงขึ้นเพราะมีเหลือน้อยลงแล้ว ยิ่งคนเรามีฐานะขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งมีความอดกลั้นกับอะไรที่เคยทนได้น้อยลงด้วย ตัวอย่างชั้นเยี่ยมคือกรณีที่พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศจีนที่ต้องกลับลำมาลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนเพื่อเพิ่มความชอบธรรมทางการเมืองและเพื่อที่จะลดโอกาสที่ความมั่นคงในประเทศจะถูกสั่นคลอนเนื่องจากประชาชนเขาทนอยู่กับมลพิษไม่ไหว

เหตุผลที่สาม (สำคัญที่สุด) คือ เทคโนโลยีมักไม่ก้าวหน้าแบบเป็นเส้นตรง เทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ตอนนี้ยังดูเหมือนว่าไม่มี capacity พอที่จะขับเคลื่อนประเทศใหญ่ๆ ได้ หรือยังดูมีต้นทุนสูง มีโอกาสก้าวกระโดดขึ้นมาเปลี่ยนแนวทางการใช้พลังงานในวันข้างหน้าได้อย่างที่เราคิดไม่ถึง การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่เคยดูเหมือนเป็นของเล่นในการ์ตูนโดราเอม่อน ตอนนี้นอกจากจะมีต้นทุนลดลงกว่า 80% จากปี 2551 แล้วยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเริ่มมีการคิดค้นวิธีสร้างแบตเตอรี่ขึ้นมาเพื่อเก็บพลังงานเหล่านี้มาใช้ตอนกลางคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีราคาถูกลงเรื่อยๆ อีกด้วย โดยทางธนาคารดอยช์แบงก์คาดว่าท้ายปีนี้ราคาไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นจากแสงอาทิตย์จะเท่ากับหรือต่ำกว่าราคาไฟฟ้าจากสายส่งแบบเดิมๆ ในกว่า 80% ของตลาดทั่วโลก

ดังนั้นไม่ว่าจะมองมุมไหน วันหนึ่งประเทศไทยก็จะต้องค่อยๆ เปลี่ยน Energy Mix ไปสู่การพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

โจทย์ที่ท้าทายกว่าคือ “อัตรา” และ “ความเร็ว” ที่ประเทศไทยจะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน

คำตอบนี้จะขึ้นอยู่กับทั้งปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ (ราคาของพลังงานหมุนเวียนเทียบกับพลังงานสิ้นเปลือง) ปัจจัยทางการเมือง (ความต้องการของมวลชนและพฤติกรรมของกลุ่มผลประโยชน์พลังงานโลกเก่าที่อาจทำการชะลอนโยบายพลังงานสะอาด) และปัจจัยทางวิทยาศาสตร์ (อัตราความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี) ดังนั้นการตัดสินใจปรับเปลี่ยน Energy Mix ในระดับประเทศจึงไม่ใช่สามารถตัดสินใจจากมุมมองเดียวได้ และควรเป็นการตัดสินใจของพวกเราทุกคนครับ

Opt In Image
อ่านแล้วถูกใจ ==> ขอเชิญเป็น member ครับ!

ทุกครั้งที่มีบทความใหม่ member จะได้รับอีเมล์บทความนั้นทันที ไม่ต้องคอยเช็ค facebook ให้เสียเวลา

อีกทั้งยังได้รับอีเมล์รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ ที่ settakid.com คัดมาให้ทุกวันศุกร์อีกด้วยครับ

The following two tabs change content below.

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

PhD. Student & ICGC Fellow at the University of Minnesota
ผู้สร้าง settakid.com เป็นคนคิดมาก! ตื่นเต้นกับเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกและชอบอ่านงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ (ที่ยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่) มากเป็นชีวิตจิตใจผู้เขียนเป็นศิษย์เก่า ร.ร. สาธิตจุฬา มหาวิทยาลัยคอร์เนล (คณิตฯ & เศรษฐศาสตร์) และมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ SAIS (เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ & จีนศึกษา) เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและธนาคารโลก ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการทำ impact evaluation อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า

Leave A Comment