สนับสนุน settakid.com

สมัครเป็น member ฟรี

ขอเชิญเพื่อน ๆ มาสมัครเป็น member เพื่อรับบทความใหม่ผ่านทางอีเมล์ พร้อมกับ weekly email รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ที่คัดมาแล้ว ผมทราบดีว่าสมัยนี้ทุกคนยุ่ง อาจไม่มีเวลามานั่งเช็คเว็บนี้ได้ตลอด จึงได้สร้าง member email list ขึ้นมาครับ

Home/บทความ/Life+/4 เหตุผลที่ทำไมถึงควรเล่นเกมกับแฟน

4 เหตุผลที่ทำไมถึงควรเล่นเกมกับแฟน

  • เล่นเกมกับแฟน
Sharing is good karma 🙂Share on Facebook7.9kTweet about this on TwitterShare on Google+0Share on LinkedIn0Email this to someone

ผมเคยได้ยินมาบ่อยว่าวีดีโอเกมมักก่อให้เกิดปัญหาในชีวิตคู่

“แฟนเราติดเกมจนไม่สนใจเรา” “แฟนติดเกมจนเสียการเรียน เสียการงาน”

นี่คือเรื่องราวที่แสนจะคุ้นหู…

“แฟนคืออะไร??”

(อันนี้ก็คุ้น…)

ในมุมกลับกัน “การไปดูหนัง” ถือเป็นกิจกรรมที่คนเราคิดว่าดีกว่าสำหรับชีวิตคู่   ค่านิยมนี้ฝังลึกลงในจิตใจเรามากถึงขั้นที่ว่าบางทีเราอาจจะรู้สึกผิดหากไม่ได้พาแฟนไปดูหนังนาน ๆ

แต่ทว่าเราเคยนึกบ้างไหมว่าเวลาที่ใช้ไปกับการดูหนัง มันคุ้มค่าหรือเปล่า?  ในสองชั่วโมงที่นั่งดูหนังอยู่นั้น คุณคุยกันได้ซักกี่คำ ได้มีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรบ้างไหม (นอกจากแย่งป๊อปคอร์นในความมืด…)

เอาง่าย ๆ… คุณลองนึกถึงแฟนคุณตอนที่ไปดูหนังด้วยกันเมื่อเดือนที่แล้วสิครับ นึกอะไรออกบ้างไหม ? คุณรู้จักแฟนคุณดีขึ้นไหม ?  คราวนี้คุณลองนึกถึงตอนที่พวกคุณเถียงหรือทะเลาะกันดู เวลาแค่ไม่กี่นาที (หวังว่า…)  คุณกลับจำอะไรได้มากกว่าไม่รู้กี่เท่า  คุณได้เรียนรู้ว่าแฟนคุณเป็นคนอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อะไรทำให้พวกคุณโมโห

งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า 76% ของคู่รักที่เล่นเกมด้วยกัน กลับรู้สึกว่าเกมทำให้ชีวิตคู่ดีขึ้น รู้สึกพอใจกับชีวิตคู่มากขึ้น

ผมคิดว่าปัญหาจริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่ตัวเกม และไม่ได้อยู่ที่ “ความเป็นเกมเมอร์” หรือ “การติดเกม” ด้วย  แต่อยู่ที่ “การเลือกใช้เวลา” ของคู่รักต่างหาก ผมยังสนับสนุนให้คู่รักไปดูหนังดี ๆ ด้วยกัน แต่ถ้าไม่มีหนังดี ๆ ในโรง  ผมว่าอย่าฝืน  

ผมเสนอว่าให้ลองมองวิดีโอเกมในอีกมุมและลองเล่นวิดีโอเกมด้วยกันดู  เพราะนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่สนุกแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายสำหรับอนาคตชีวิตคู่ โดยเฉพาะสำหรับคู่ที่ยังไม่ได้แต่งงานกันครับ

1. มีประโยชน์และประหยัดกว่าอีกหลายกิจกรรม

หากคุณหรือแฟนคุณมีเครื่องเล่นเกมแล้ว การเล่นเกมด้วยกันมีค่าใช้จ่าย (variable cost) ที่ไม่แพงเลย  แผ่นวีดีโอเกม PS3 ใหม่ ๆ ราคาอย่างมากก็ $60  (~1,800 บาท) แต่เล่นได้เป็นสิบ ๆ (หรือเป็นร้อย) ชั่วโมง  แถมเวลาเล่นเสร็จแล้ว สามารถนำไปขายต่อได้  ถ้าสมมุติว่าเราซื้อเกมที่ออกมาได้ซักพักแล้วมาที่ราคาประมาณ 1,200 บาท  เราเล่นไป 30 ชั่วโมง และนำไปขายต่อได้ประมาณ 500 บาท  ค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ แค่ 700 บาท หรือ 23.33 บาท ต่อชั่วโมงเองนะครับ  ถ้าหารกันระหว่างเรากับแฟนเราอีก ก็เหลือแค่ 11.67 บาทต่อชั่วโมงเท่านั้น

นอกจากจะราคาไม่แพงแล้ว  การเล่นเกมแบบ “ช่วยเหลือกัน” (cooperative gameplay) ยังถือเป็นการใช้เวลาที่มีคุณภาพด้วยกันอีกด้วย เพราะว่าทั้งสองฝ่ายต่างต้องร่วมมือกันเพื่อที่จะไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน  โดยส่วนมากแล้วเกมที่มี cooperative mode จะปรับระดับความยากเพิ่มขึ้นเพื่อให้ไม่สามารถเล่นผ่านได้ด้วยตัวคนเดียวง่าย ๆ เพราะฉะนั้นการเล่นด้วยกันจึงเป็นการจำลองสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันให้ดี ไม่ใช่การเล่นแบบตัวใครตัวมัน  คล้ายในชีวิตคู่จริง ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปด้วยกัน จะต้องสื่อสารกันให้ดี และคอยช่วยเหลือกันเวลาอีกฝ่ายกำลังมีปัญหา เพื่อที่จะไปสู่จุดมุ่งหมายพร้อม ๆ กันให้ได้

2. ทดสอบว่าเราทำงานกันเป็นทีมได้ดีแค่ไหน

ในความคิดของผม การใช้ชีวิตร่วมกันคือการร่วมมือกันในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน  เราไม่มีทางรู้เลยว่าในอนาคต ชีวิตคู่ของเราจะต้องผ่านพ้นอุปสรรค์อะไร และจะต้องพบกับสถานการณ์แบบใดบ้าง  การเล่นเกมแบบ cooperative ด้วยกันนั้นอาจจะมีส่วนช่วยให้เราผ่านพ้นอุปสรรค์ชีวิตคู่ในอนาคตได้ง่ายขึ้นเนื่องจากเราได้ฝึกฝนการทำงานกันเป็นทีมในสถานการณ์จำลองต่าง ๆ  แต่ละเกมก็แต่ละสถานการณ์ บางทีคุณอาจจะเป็นผู้นำในเกมแบบนึง แต่คุณก็อาจจะต้องเป็นผู้ตามในเกมอีกแบบนึงก็เป็นได้

ข้างบนคือรูปจากเกมใน PS3 ที่ชื่อว่า PixelJunk Monsters  เกมนี้มีจุดหมายง่าย ๆ คือการช่วยกันสร้างป้อมปืนเพื่อสกัดไม่ให้ศัตรูเข้ามาทำร้ายลูก ๆ ที่อยู่ในบ้าน (มุมขวาบนของรูป) จะชนะก็ต่อเมื่อศัตรูมาบุกครบ 20 รอบแล้วลูก ๆ เรายังมีชีวิตรอดอยู่ ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทรัพยากรในการสร้างป้อมนั้นจำกัดมาก ทำให้การใช้เงินซื้อป้อมแต่ละครั้งจำเป็นที่จะต้องคิดให้ดีว่าจะวางไว้จุดไหนของแผนที่

จะทำอย่างไรให้คู่เราเชื่อมั่นในการตัดสินใจของเรา?

จะให้ใครเป็นคนสร้าง?

ใครจะเป็นคนตัดสินใจ?

ก่อนจะซื้อป้อมต้องถามอีกฝ่ายก่อนไหม?

ถ้าเราทำพลาดเราควรบอกอีกฝ่ายไหม? หรือทำเนียน ๆ ไป?

ทั้งหมดนี้ฟังดูคุ้น ๆ ไหมครับ? ประเด็นสำคัญเหล่านี้มันคล้ายคำถามในใจเวลาเราทำอะไรร่วมกันกับคู่ของเราในชีวิตจริงมาก เช่น การซื้อของเข้ามาประดับบ้าน การลงทุนซื้อที่ดิน และการคัดเลือกหนังสือมาให้ลูกอ่าน การเลือกโรงเรียนให้ลูก เป็นต้น

เหมือนกับในเกมนี้  ในชีวิตจริงเรามีจุดหมายร่วมกัน (สร้างบ้านในฝัน อยากให้ลูกออกมาเก่ง ๆ มีอนาคตดี) แต่เรามีทรัพยากรจำกัด (เงิน เวลา แรงกาย) จะทำอย่างไรให้ทรัพยากรอันจำกัดของทั้งสองคนสามารถพาเราไปสู่ฝันได้?

3. ทดสอบว่าเราใจเย็นและใจกว้างแค่ไหน

การทำงานกันเป็นทีม ไม่ว่าจะในที่ทำงานหรือในชีวิตคู่ ย่อมมีคนนึงเก่งกว่าในด้านหนึ่งเสมอ  ปัญหาจะเริ่มเกิดขึ้นเวลาเราเริ่ม “ใจร้อน” และเริ่มมองคนคนนั้นเป็น “ตัวถ่วง” ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเขาอาจจะมีประโยชน์กับทีมมากในหน้าที่อื่น

16915621416_e98fbb49a0_b

รูปด้านบนมาจากเกมที่ชื่อว่า Resident Evil 5 ซึ่งเป็นเกมเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในโลกที่เชื้อไวรัสทำให้ซอมบี้ครองโลก  เนื่องจากเกมนี้จำลองสถานการณ์ที่เคร่งเครียดและเอาเป็นเอาตายมาก ๆ เกมนี้เหมือนจริงมากตรงที่มันไม่ง่าย  กระสุนมีจำนวนจำกัด ยาสมานแผลมีจำกัด  และที่เครียดที่สุดคือ gameover ทันทีเมื่อเราหรือคู่หูเราเสียชีวิต  มันจึงกลายเป็นบททดสอบที่ไม่เลวเลยว่า พวกเรายังใจเย็นได้แค่ไหนเวลาเริ่มพบเจอกับ “ภาวะมองหาตัวถ่วง” และพวกเราใจกว้างแค่ไหนที่จะตั้งใจมาตัดสินใจร่วมกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อพลิกภาวะเหลื่อมล้ำทางความสามารถนี้ให้กลับมาเป็นโอกาสในการชนะ

 

ผมเล่นเกมพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก แน่นอน ผมย่อมชินกับการเคลื่อนไหว เล็ง ยิง และเอาตัวรอดได้ดีกว่าคู่ของผมที่เพิ่งหัดเล่นได้ไม่กี่อาทิตย์  แรก ๆ มันยากมากที่จะเล่นด้วยกันให้สนุก เพราะว่าผมไม่สนุกเวลาเล่นแพ้เพราะความผิดพลาดของคนอื่น คู่ผมก็ไม่สนุกเวลารู้สึกว่าตัวเองทำให้ทีมล่ม แต่ด้วยความใจเย็นและความต้องการที่จะชนะด้วยกัน เราวางแผนว่าใครเก่งอะไรไม่เก่งอะไรและเล่นตามแผนนั้น  ผมเก่งบู๊แต่ชอบใจร้อนเกินไป ไม่มองอะไรรอบ ๆ ให้ดี ๆ  ส่วนคู่ของผมเก่งการสังเกตและใช้สภาวะรอบตัวให้มีประโยชน์  แทนที่จะดันทุรังให้คู่ผมเล่นบทบาทเดียวกับผม ผมให้เขาเล่นแบบสนับสนุน คอยมองหาและเก็บกระสุนกับเสบียงที่แสนจะหายากตามทางที่บางทีผมรีบร้อนไม่ได้มอง คอยมองว่ามีอันตรายรอบ ๆ แค่ไหนผมจะได้ไม่ตาย  ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เราสามารถเอาชนะเกมนี้ได้ทั้งใน story mode และ mercenary mode ภายในไม่กี่วัน (ภูมิใจมาก)

แม้จะเป็นสถานการณ์จำลอง แต่เกมสมัยนี้สมจริงทั้งภาพ เสียง และการปลุกอารมณ์ในตัวผู้เล่น การฝึกทำงานเป็นทีมในภาวะที่มีความเหลื่อมล้ำในความสามารถในชีวิตจริงก็หาได้ไม่ยาก  การทำอาหารร่วมกันเป็นกิจกรรมที่ผมนึกได้อันดับแรก ๆ คราวนี้บทบาทกลับกัน ผมทำอาหารไม่ค่อยเก่ง แถมไม่ค่อยจะมีความเร็วและความประณีตในการสับผักสักเท่าไหร่นัก

ใครจะไปรู้ ถ้าไม่ได้ฝ่าฟันเหล่าซอมบี้กินคนมาด้วยกัน อาจจะทะเลาะกันจนไม่ได้กินข้าวไปหลายมื้อแล้วก็เป็นได้ !

4. ทดสอบไหวพริบแฟนไปในตัว

 

โดยส่วนตัวผมคิดว่า “ไหวพริบ” เป็นสิ่งจำเป็นที่ผมไฝ่หาในคู่ของผม  ไม่ต้องมี IQ 180 แต่ควรคิดอ่านเขียนดีมีตรรกะดีเลิศและหัวไวเรียนรู้เร็ว  นอกจากจะทำให้เขาเป็นเพื่อนคุยที่ดีที่สุดแล้วยังทำให้เราเองมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองอีกด้วย  เหมือนอย่างที่เขาบอกกันว่า “คนเราจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปคล้ายกับคนที่เราใช้เวลามากที่สุด”  อีกทั้งยังเป็นเหมือน “ประกันชีวิต” ในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรามั่นใจได้ว่าเราพึ่งพาเขาได้ในยามยาก

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากแฟนเราเล่นเกมที่ใช้สมองไม่เก่ง เช่นหมากรุก ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีไหวพริบนะครับ! เพราะบางทีคนเราเล่นหมากรุกเก่งกว่าคนปกติได้เพราะเรารู้สูตรหรือเราฝึกฝนมามากกว่า  แต่ผมมั่นใจว่าเกมที่ใช้มันสมองมาก ๆ มันยังต้องบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับทักษะบางอย่างของคน ๆ นั้นแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มาตรฐานอะไรมาวัดฝีมือและไหวพริบคู่ของเรา

สรุป

โดยคร่าว ๆ การเล่นเกม cooperative กับแฟนมีประโยชน์ดังนี้:

    1. เป็นการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ และราคาไม่แพง – เมื่อเทียบกับการดูหนังหรือดินเนอร์มื้อหรู
    2. เป็นการสร้างสถานการณ์จำลองที่ทำให้ทั้งคู่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
    3. ฝึก communication skills – การคุยกันรู้เรื่องจะทำให้ทะเลาะกันยากขึ้น
    4. ทดสอบการทำงานร่วมกันเป็นทีมในหลาย ๆ สถานการณ์ – เป็นการเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่ชีวิตคู่ที่แท้จริง
    5. ทดสอบว่าเรารับมือกับความล้มเหลวหรือสถานการณ์ตึงเครียดอย่างไร – เวลาเกมยาก หรือ gameover จะทำอย่างไร โทษกันเองไหม? หรือว่าพยายามใหม่
    6. รู้จักใจเย็นและฝึกให้เราหาจุดเด่นของคู่เรา ไม่ใช่ซ้ำเติมแต่จุดด้อย – เป็นการทำให้คู่ของเราสามารถทำอะไรได้ดีขึ้นร่วมกัน
    7. ทดสอบไหวพริบคู่ของเรา – เพื่อทั้ง compatability และความปลอดภัยของเราเอง

ท้ายสุดนี้ ผมหวังว่าคนที่ต่อต้านวิดีโอเกมและไม่ชอบให้แฟนเล่นเกมจะเปิดใจกว้างขึ้น และพยายามชวนให้แฟนเลิกเล่นกับคอมอย่างเดียวแล้วหันมาเล่นกับคุณแทนเพื่อใช้เวลา quality time กับคุณ

ส่วนสำหรับเกมเมอร์ที่แฟนชอบบ่นว่าทำไมเล่นแต่เกมนะครับ  คุณลองออกไปซื้อเกม cooperative มา แล้วลองชวนแฟนคุณเล่นกับคุณดูครับ คุณจะมีความสุขกับชีวิตคุณเอง (เพราะยังได้เล่นเกม) และมีความสุขกับชีวิตคู่ของคุณมากขึ้นแน่นอนครับ

Opt In Image
อ่านแล้วถูกใจ ==> ขอเชิญเป็น member ครับ!

ทุกครั้งที่มีบทความใหม่ member จะได้รับอีเมล์บทความนั้นทันที ไม่ต้องคอยเช็ค facebook ให้เสียเวลา

อีกทั้งยังได้รับอีเมล์รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ ที่ settakid.com คัดมาให้ทุกวันศุกร์อีกด้วยครับ

The following two tabs change content below.

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

PhD. Student & ICGC Fellow at the University of Minnesota
ผู้สร้าง settakid.com เป็นคนคิดมาก! ตื่นเต้นกับเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกและชอบอ่านงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ (ที่ยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่) มากเป็นชีวิตจิตใจผู้เขียนเป็นศิษย์เก่า ร.ร. สาธิตจุฬา มหาวิทยาลัยคอร์เนล (คณิตฯ & เศรษฐศาสตร์) และมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ SAIS (เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ & จีนศึกษา) เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและธนาคารโลก ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการทำ impact evaluation อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า

16 Comments

  1. fin August 24, 2013 at 5:09 pm - Reply

    สุดยอดคับ ผมว่าเปรียบเทียบได้ดีเลย 🙂
    Big Like

  2. ฤฤ August 24, 2013 at 5:21 pm - Reply

    ผมว่ามันยากตรงหาผู้หญิงดีๆที่เล่นเกม

  3. kasuyagi August 25, 2013 at 2:05 am - Reply

    สุดยอดครับ!! ความใจกว้างนี่เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ
    เผลอๆฝ่ายหญิงเขาจะเก่งกว่าพวกเราๆอีกนะครับเนี่ย 555

  4. Ns'Blackstone August 25, 2013 at 6:22 am - Reply

    เคยสงสัยนะว่าทำไมแฟนเล่นแต่เกม ลองๆถามมันก็ไม่ค่อยบอกอะไร จนสุดท้ายขอให้แฟนสอนเล่น (ก็อยากรู้อ่ะ) ก็พบว่าถึงเราจะไม่เก่งอะไร แต่เราก็ยังได้รู้ว่าเขาเล่นอะไรยังไง แถมเรายังได้ไอเดียดีๆจากพวกเอฟเฟกต่างๆมาเขียนนิยายอะไรงี้ด้วย นอกจากจะได้ใช้เวลาร่วมกันกับแฟนแล้วยังทำให้เราได้ทำงานอดิเรกของเราได้เร็วขึ้นด้วย

  5. Jane August 25, 2013 at 2:46 pm - Reply

    วิเคราะห์ประเด็นนี้ได้ อย่างเข้าอกเข้าใจเลย ทีเดียว
    ส่วนตัว เป็นผู้หญิงที่ติดเกมส์ พยายามชวนแฟน เล่นบ่อยๆ
    ล่าสุดเล่นวินนิ่งด้วยกัน ช่วยๆ กันก็สนุกดี เห็นด้วยว่าเป็นกิจกรรม ที่ดี ช่วยเรื่องความสัมพันธ์ได้เยอะ

  6. BoatKung August 25, 2013 at 2:50 pm - Reply

    เยี่ยมเลยครับ ผมจะชวนแฟนเล่นด้วยเอนทรีนี้ครับ 555 อ่านแล้วอยากเล่นเกม

  7. ข้าวกล้อง August 25, 2013 at 3:46 pm - Reply

    คู่ผมก็พอเข้าใจผมบ้าง บางทีผมเล่นนานเกินก็จะว่าและตักเตือน แต่ถ้าเขาว่าง เขาก็จะมาเล่นเป็นเพื่อน เพราะเห็นว่าผมเหงา

    ตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อยสนุกหรอกครับ ตอนนั้นเล่นแนว survival ครับ แฟนผมเล่นไม่คล่องก็ตายบ่อย ผมก็เริ่มมีอารมเสีย แต่ตอนหลัง เราก็เปลี่ยนแนวมาเน้นพวกตระกูลมุโซ เขาก็สนุกดีกับมัน

    ผมว่าการเล่นเกมกับคนรักมันทำให้เราเรียนรู้ตัวตนของแต่ละคนได้ดีเลยครับ

  8. v3nus August 26, 2013 at 7:46 am - Reply

    เราซิ แฟนชวนเล่นแรกๆแอนตี้มาก หลังๆ แฟนต้องทำกับข้าวเองเพราะเราครองคอมพ์ 555

  9. Jack August 26, 2013 at 9:49 am - Reply

    ผมได้อ่านแล้วสนใจมากครับ มีงานวิจัยชิ้นนี้ฉบับเต็มให้ได้ศึกษาเพิ่มเติมไหมครับ

  10. Chubby August 26, 2013 at 11:11 am - Reply

    อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย วิเคราะห์ได้ตรงมากจริงๆค่ะ

    ส่วนตัวมีแฟนติดเกมส์ แรกๆก็ไม่ยุ่งอะไร เล่นไปเถอะ แต่ยิ่งนานยิ่งรู้สึกว่ามากเกินไปไหม เลยลองวิธีเล่นเกมส์ที่เราคิดว่าน่าจะเล่นไปด้วยได้ เท่านั้นแหละ ติดไปด้วยเลย 555555

    แต่ช่วงเวลาที่เค้าสอนเราเล่น หรือชนะผ่านด่านไปด้วยกัน เป็นโมเม้นที่เราเข้าถึงกันได้ดีกว่าตอนไปดูหนัง หรือนั่งมองเค้าเล่นเกมส์เฉยๆ ได้เยอะมากเลยแหละ ^^

  11. Ray_ALPHA August 26, 2013 at 12:05 pm - Reply

    ขอบคุณครับสำหรับมุมมองดี ผมเองก็คิดไม่ตกกับปัญหานี้เหมือนกัน ถึงตอนนี้ผมจะยังไม่มีแฟนก็ตาม แต่ก็เคยคิดเรื่องนี้หลายครั้ง

  12. ธนภัทร September 4, 2013 at 4:05 pm - Reply

    ถึงจะยังหาแฟนเป็นตัวเป็นตนไม่ได้แต่อยากให้คนรอบตัวเข้าใจและเปิดใจกับเกมมากขึ้นครับเพราะผมถูกเลี้ยงดูมากับเกมเพล1+เกมคอมแต่ยังจำความได้

    • chitchanok February 17, 2016 at 3:17 am - Reply

      อ่านแล้วดีมาก ซี่งเป็นวิธีคิด อีกมุมมองหนึ่งสามารถใช้ได้กับชีวิตจริง

Leave A Comment