สนับสนุน settakid.com

สมัครเป็น member ฟรี

ขอเชิญเพื่อน ๆ มาสมัครเป็น member เพื่อรับบทความใหม่ผ่านทางอีเมล์ พร้อมกับ weekly email รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ที่คัดมาแล้ว ผมทราบดีว่าสมัยนี้ทุกคนยุ่ง อาจไม่มีเวลามานั่งเช็คเว็บนี้ได้ตลอด จึงได้สร้าง member email list ขึ้นมาครับ

Home/บทความ/Global Economy

ความพิศวงของการตัดสินใจร่วมกันของมนุษย์

เช้าวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ได้ทำให้เราเห็นแสงแห่งความงามของสปิริตประชาธิปไตยท่ามกลางบรรยากาศสุดมืดมนที่ปกคลุมจิตใจเหล่าผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ทั้งบารัค โอบามาและ ฮิลลารี คลินตันต่างออกมาย้ำเตือนใจประชาชนกว่าครึ่งประเทศที่ต้องผิดหวังอย่างรุนแรงที่สุดในชีวิตกับผลการเลือกตั้งเมื่อคืนว่า พวกเขาควรยึดถือในหลักการของประชาธิปไตยซึ่งเป็นเสาหลักของชาติอเมริกัน  เคารพสิทธิของเพื่อนร่วมประเทศอีกครึ่งหนึ่ง  ให้โอกาสในตัวผู้นำคนใหม่ และไม่ไขว้เขวเอาอารมณ์เข้าสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างความแตกแยก แต่นอกจากความงดงามของประชาธิปไตยที่แผ่ออกมาจากวาจาของโอบามาและคลินตันก็ยังมีความพิศวงมากมายปนอยู่ในจิตใจของหลาย ๆ คนหลังการพลิกโผครั้งนี้ บทความนี้จะไม่พูดถึงความพิศวงว่าทำไมโดนัลด์ ทรัมป์ถึงพลิกโผ  เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้พิศวงขนาดนั้น  เขาเป็นคนพูดแทงใจดำเก่งและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้สนับสนุนอุดมการณ์ของเขาได้อย่างเก่งกาจ  จากตัวเลขล่าสุด ดูเหมือนว่าทรัมป์ไม่ได้ทำได้ดีเป็นประวัติการณ์  แต่เป็นคลินตันเองที่แพ้ภัยตัวเองและประหม่าเกินไป   การที่ทรัมป์ชนะนั้นจึงเป็นไปตามกฎกติกา  ไม่มีข้อสงสัย และหากสหรัฐฯ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงตามฉบับกรีกโบราณ ก็จำเป็นที่เหล่าผู้สนับสนุนคลินตันจะต้องเคารพสิทธิของสาวกของทรัมป์ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกทรัมป์เพราะเหตุผลใด ๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่ผู้เขียนคิดว่ามีความน่าพิศวงกว่าคือความเป็นธรรมของผลลัพธ์จากการตัดสินใจร่วมกันของมนุษย์โดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้นำ  การตกลงเลือกผู้ชนะในการแข่งขันประกวดร้องเพลง หรือการเลือกว่าจะไปทานร้านอาหารร้านไหนกับเพื่อน  ไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับแค่การเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้ เพียงแต่การเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้มีจุดพิศวงอีกหลายจุดที่ชวนขบคิดเกี่ยวกับมัน ไม่ว่าคลินตันจะสามารถย้อนเวลาไปแลกที่กับทรัมป์และเฉือนชนะไปได้ก็ตาม เพราะมันประหลาดที่ประเทศที่มีระบบการเลือกตั้งซึ่งเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากนั้นได้ทำหน้าที่กลั่นกรองคน 300 กว่าล้านคนเพื่อคั้นเอาสองผู้สมัครที่ประชาชนยอมรับน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ออกมาเป็นสองตัวเลือกสุดท้าย  ในประเทศที่เชิดชูระบอบประชาธิปไตยนี้มีผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเกิน 90 ล้านคนที่ไม่ได้ไปออกเสียงเมื่อวันที่ 8  และด้วยความที่มีทางเลือกแค่สองทาง (ซึ่งก็บังเอิญต่างกันราวฟ้ากับดิน) ไม่ว่าใครจะชนะก็ทำใจยากอยู่ดี เพราะมันเป็นการทำให้ผู้ออกเสียงอีกราวครึ่งหนึ่งต้องอกหักอย่างรุนแรงกับผลลัพธ์ที่ออกมา ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้? ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ครบถ้วน

การค้าเสรี: หากดีจริง…ทำไมถึงถูกต่อต้าน

เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์แทบทุกคนถึงเชิดชูการค้าเสรีทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าคนจำนวนมาก (โดยเฉพาะในโลกตะวันตก) กำลังมีอคติกับแนวคิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่าเรากำลังเผชิญกับภาวะการค้าโลกถดถอยที่แย่ที่สุดตั้งแต่หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์  ตั้งแต่ปี 1985 ถึง 2007 ปริมาณการค้าโลกโดยเฉลี่ยแล้วจะโตประมาณสองเท่าของอัตราเติบโตของ GDP โลก แต่เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา รายงานจากองค์กรการค้าโลกและ IMF พบว่าการค้าโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นซบเซาถึงขั้นน่าเป็นห่วงและคาดว่าการค้าโลกปีนี้จะขยายตัวเพียงแค่ 1.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าอัตราเติบโตของ GDP โลกที่คาดไว้เสียอีก  นับเป็นจุดพลิกผันสำคัญของเศรษฐกิจโลก ยิ่งไปกว่านั้น  ขณะนี้มองไปทางไหนก็จะพบกับการระบาดของทัศนะคติทางลบต่อการค้าเสรี  ไม่ว่าจะเป็นการปลุกระดมความเคียดแค้นต่อประเทศคู่ค้าโดยนักการเมืองอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ หรือ ชัยชนะของเสียงโหวตต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์ Brexit เมื่อเดือนมิถุนายน  ไปจนถึงการเล่นตุกติกเล็กๆ น้อยๆ โดยรัฐบาลหลากประเทศเพื่อการอุดหนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศตน และทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่แค่เพียงหมอกควันเพราะข้อมูลจาก Global Trade Alert Database พบว่าระหว่างปี 2009 ถึง 2015 ได้เกิดมาตรการกีดกันทางการค้าขึ้นมากกว่ามาตรการที่ส่งเสริมการค้าเสรีกว่า 3 เท่าตัว  และพบอีกด้วยว่าปี 2015 เป็นปีที่มีจำนวนมาตรการกีดกันทางการค้าสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล จึงเป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า หากการค้าเสรีดีจริงตามตำราที่พร่ำสอนกันมา ทำไมถึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น บทความนี้จะอธิบายอย่างเข้าใจง่ายๆ ว่าการค้าเสรีดีเพราะอะไรและชี้ให้เห็นถึงเหตุผลหลักๆ ที่เป็นชนวนของขบวนการต่อต้านการค้าเสรีในขณะนี้

เข้าใจ “คลินตันนอมิกส์”

การเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้เต็มไปด้วยความฉาวโฉ่ ทั้งเรื่องอีเมลลับ เรื่องสุขภาพ เรื่องเหยียดผิว ไปจนถึงเรื่องการปกปิดบันทึกการเสียภาษี แต่สิ่งที่ถูกดราม่าและความอื้อฉาวของการเมืองอเมริกันกลบจนแทบจะมิดคือจะเกิดอะไรขึ้นกับนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากฮิลลารี คลินตันชนะการเลือกตั้งครั้งนี้  ซึ่ง ณ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559  simulation จากเว็บไซต์ fivethirtyeight ทำนายว่าฮิลลารี คลินตันมีโอกาสเอาชนะโดนัลด์ ทรัมป์ประมาณ 54.8 เปอร์เซ็นต์

Load More Posts