สนับสนุน settakid.com

สมัครเป็น member ฟรี

ขอเชิญเพื่อน ๆ มาสมัครเป็น member เพื่อรับบทความใหม่ผ่านทางอีเมล์ พร้อมกับ weekly email รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ที่คัดมาแล้ว ผมทราบดีว่าสมัยนี้ทุกคนยุ่ง อาจไม่มีเวลามานั่งเช็คเว็บนี้ได้ตลอด จึงได้สร้าง member email list ขึ้นมาครับ

ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน (ตอนที่ 2): Energy Mix กับอนาคตพลังงานไทย

ปัจจัยสำคัญที่เป็นเสี้ยนหนามของการพัฒนานโยบายพลังงานในหลายประเทศ คือความไม่เข้าใจข้อมูลและความลึกลับซับซ้อนของกลไกในตลาดพลังงาน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควร “ช่างมัน” เพราะว่านโยบายพลังงานกระทบทุกคนในสังคม ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่รุ่นเราก็รุ่นลูกหลานเรา ผมหวังว่าบทความซีรี่ส์ “ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน” ที่จะเสนอข้อคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์พลังงานแบบสั้นๆ จะทำให้หลายคนหันมาสนใจและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานอย่างมีทิศทางและมีข้อมูลกันมากขึ้นครับ ในตอนที่ 1 เราสำรวจจุดยืนของพลังงานไทยและผลดีผลเสียของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ไปแล้ว สำหรับตอนที่ 2 นี้เราจะไปดูกันว่า “Energy Mix” (สัดส่วนการใช้พลังงาน) ของประเทศไทยเป็นอย่างไร และเมื่อเทียบกับแนวโน้มความต้องการทางพลังงานแล้วอนาคตของพลังงานไทยควรจะมีหน้าตาแบบไหนกันครับ

ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน (ตอนที่ 1): จุดยืนพลังงานไทยกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

พลังงานเป็นได้ทั้งตัวช่วยและตัวถ่วงในการพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน เชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ ปลอดภัย หาซื้อได้ทั่วถึง และราคาเหมาะสมทำให้เราสามารถผลิตสินค้าและบริการได้อย่างมีผลิตภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปลดปล่อยให้เราเอาเวลาอันมีค่าไปทำกิจกรรมอื่นๆ  ไม่ต่างกับตอนที่มนุษย์เริ่มใช้ไฟฟ้าหรือแก๊สในการปรุงอาหารแทนที่จะต้องไปหาไม้มาก่อฟืนให้เสียเวลาเหมือนสมัยก่อน แต่การบริหารพลังงานประเทศบางทีก็เป็นการปิดกั้นความเจริญของประเทศได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน  ยกตัวอย่าง เช่น การอุดหนุนกดราคาเชื้อเพลิงให้ต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อให้เป็นที่พอใจของประชาชน แม้จะฟังดูดีแต่ท้ายสุดจะนำมาซึ่งหายนะทั้งในด้านการคลัง การรณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน และการกระจายรายได้เพราะว่าคนที่ยากจนจริง ๆ ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างที่คิด  อีกตัวอย่างล่าสุดก็คือการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศล้มเลิกความตั้งใจที่จะพัฒนาและวิจัยหาพลังงานทดแทนที่สะอาดกว่ามาใช้ ทั้งๆ ที่มลภาวะอากาศจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (fossil fuels) นั้นมีส่วนในการคร่าชีวิตคนก่อนเวลาอันควรไม่ต่ำกว่า 2 แสนคนต่อปีในประเทศเขาเอง ปัจจัยสำคัญที่เป็นเสี้ยนหนามของการพัฒนานโยบายพลังงานคือความไม่เข้าใจข้อมูลและความลึกลับซับซ้อนของกลไกในตลาดพลังงาน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควร “ช่างมัน” เพราะว่านโยบายพลังงานกระทบทุกคนในสังคม ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่รุ่นเราก็รุ่นลูกหลานเรา ผมหวังว่าบทความซีรี่ส์ “ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน” ที่จะเสนอข้อคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์พลังงานแบบสั้นๆ จะทำให้หลายคนหันมาสนใจและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานอย่างมีทิศทางและมีข้อมูลกันมากขึ้นครับ สำหรับตอนที่ 1 เราไปดูกันว่าพลังงานไทยอยู่ตรงไหนและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) มีส่วนสำคัญอย่างไรและควรคืนปตท.ให้รัฐเหมือนแต่ก่อนดีอย่างที่มีการเรียกร้องกันหรือไม่

เส้นผมบังภูเขา: สินค้าเคราะห์ร้ายชื่อ “สิ่งแวดล้อม”

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ที่พบว่ามลภาวะอากาศในประเทศจีนทำให้คนเสียชีวิตวันละถึง 4 พันคน… ท่านผู้อ่านเคยสังสัยหรือไม่ว่าทำไมประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นถึงได้มีมลภาวะที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระดับสูงเหลือเกิน  ยกตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2553 นั้นปริมาณเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM-2.5) ที่มาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศปากีสถานนั้นอยู่ที่ 101 ug/m3 หรือ 101 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาถึงเกือบเก้าเท่า ปริมาณ PM-2.5 ที่วัดได้ระหว่างปีค.ศ. 2000 -2006 ด้วยดาวเทียมของ NASA ซึ่งระดับปริมาณ PM-2.5 เฉลี่ยต่อปีที่แค่สูงกว่า 35 ug/m3 นั้นก็ถือว่าอยู่ในขั้นที่น่าวิตกและเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับสุขภาพและชีวิตของพลเมืองแล้ว เนื่องจากงานวิจัยทางระบาดวิทยาจำนวนมากพบว่านอกจาก PM-2.5 จะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจแล้วยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถทำให้เกิดการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากความผิดปกติในระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วย (cardiovascular disease)  จึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมอัตราตายจากโรคที่ก่อให้เกิดขึ้นโดยมลภาวะอากาศในประเทศที่มีรายได้ต่ำและประเทศที่มีรายได้ปานกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบทะเลแปซิฟิคตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงได้สูงกว่าในประเทศที่มีรายได้สูงอย่างผิดปกติ ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศกลุ่มนี้แบกรับภาระโรคภัยและการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์จากมลภาวะอากาศกว่า 88% ของภาระโรคทั่วโลกที่โดยรวมแล้วมีการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลภาวะอากาศถึงปีละ 3.7 ล้านคน แต่ที่น่าสงสัยกว่านั้นคือทำไมดูเหมือนว่าบางประเทศเหล่านี้จะไม่มีท่าทีที่จะปรับหางเสืออย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ทราบกันอยู่ว่าประเทศกำลังพัฒนามีปัญหาด้านมลภาวะและมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมากซึ่งในที่สุดก็จะเข้ามาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจ  และที่น่าสงสัยไปกว่านั้นก็คือ งานวิจัยบางชิ้นพบว่าประชากรในประเทศเหล่านี้เองก็ไม่ได้มีความยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกกับคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอีกด้วย…

Load More Posts