สนับสนุน settakid.com

สมัครเป็น member ฟรี

ขอเชิญเพื่อน ๆ มาสมัครเป็น member เพื่อรับบทความใหม่ผ่านทางอีเมล์ พร้อมกับ weekly email รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ที่คัดมาแล้ว ผมทราบดีว่าสมัยนี้ทุกคนยุ่ง อาจไม่มีเวลามานั่งเช็คเว็บนี้ได้ตลอด จึงได้สร้าง member email list ขึ้นมาครับ

วิเคราะห์วิกฤต “ความโสด”

วิกฤตหมีขาวรัสเซียและวิกฤตค่าเงินฟรังก์สวิสหรือจะสู้วิกฤต “ความโสด”  บางคนเพรียกหาความรักแต่ไม่เคยสมหวัง บางคนเนื้อหอมแต่กลับทำใจสละโสดไม่ได้  บางคนสละโสดได้แต่เก็บรักษาความรักไว้ไม่ได้  ปัญหาหัวใจเหล่านี้เป็นปัญหาให้กับคนทั้งโลกไม่ว่าสังคมที่ตนอยู่อาศัยจะพัฒนาแล้ว จะด้อยพัฒนา จะมีวัฒนธรรมบังคับให้คลุมถุงชน หรือจะเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนใช้เว็ป online dating เพื่อหาคู่  ทุกคนล้วนที่จะต้องเผชิญหน้ากับโจทย์ระดับหินว่า “จะสละโสดดีไหม ทำไม ให้กับใคร และเมื่อไหร่” บทความนี้จะนำเสนอแนวคิดของผู้เขียนเองปนๆ ไปกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์และแนวคิดในการลงทุนในรูปแบบที่อ่านง่ายๆ เพื่อช่วยตอบโจทย์นี้  เผื่อว่าผู้อ่านบางท่านจะนำข้อคิดเหล่านี้ไปเป็นกรอบความคิดในการวิเคราะห์ภาวะความรักหรือแก้วิกฤตความโสดของตัวเองกันครับ ***ปล.1 settaKid.com ไม่รับผิดชอบผลลัพธ์ของภาวะความรักของคุณที่จะมาจากการนำข้อคิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง!! ***ปล. 2 ข้อคิดเหล่านี้ assume ว่าเรามีเป้าหมายทำให้ตัวเราเองได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงสำหรับแต่ละคนก็แล้วแต่กรณีไป ***ปล.3 การใช้คำว่า “ราคา” และ “ตลาด” ในบทความนี้ไม่ได้หมายความว่าความรักหรือร่างกายและจิตใจคนซื้อขายได้ด้วยเงินทองอย่างเดียว แต่แปลว่าในโลกเรามีการนำทรัพยากรบางอย่าง จะเป็นหยาดเหงื่อ เงินทอง ดอกไม้ ตุ๊กตา ความซื่อสัตย์ หรือความจริงใจก็ตามแต่มาแลกกับสินค้าและบริการที่ผลิตออกมาจากสิ่งที่เรียกว่าความรัก ***ปล.4 “ความรัก” ในบทความนี้หมายถึง romantic love ไม่นับรักพ่อแม่รักพี่น้อง  “ความโสด” ในที่นี้นั้นหมายถึงการที่ยังไม่มี “serious relationship”

เศรษฐศาสตร์ดนตรี: จาก Mozart สู่ Taylor Swift [ตอนที่ 3]

บทความซีรี่ส์พิเศษ “เศรษฐศาสตร์ดนตรี: จาก Mozart สู่ Taylor Swift” นี้จะใช้มุมมองทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจง่ายบวกกับข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อลองขบคิดดูว่าการเปลี่ยนแปลงในโลกของดนตรีครั้งใหม่นี้ดีที่สุดสำหรับใคร เจ้าของธุรกิจดนตรี ผู้บริโภค นักดนตรี หรือ สังคมโดยรวม  รวมไปถึงการค้นหาคำอธิบายความพิลึกและปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเซ็กเตอร์นี้ เช่น ทำไมถึงยังจะมีศิลปินใหม่ๆ ไหลเข้าตลาดทั้งๆ ที่รายได้โดยรวมของเซ็กเตอร์ดนตรีมีแต่จะตกเอาๆ  หรือทำไมราคาของดนตรีกำลังดิ่งลงเป็นศูนย์ทั้งๆ ที่ดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในเกือบทุกย่างก้าวของชีวิตมนุษย์เราอย่างเสมอมา  น่าสงสัยเหมือนกันว่าของดีๆ ทำไมดูเหมือนจะไม่มีราคาอีกต่อไป ตอนที่ 1 “ความเป็นจริงของดนตรี” ฉายภาพความเป็นจริงของดนตรีในยุคปัจจุบันว่าเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปมันทำให้ดนตรีแตกต่างออกไปจากสมัยก่อนๆ อย่างไร ตอนที่ 2 “ตลาดและราคาของสินค้าที่เรียกว่า ‘ดนตรี'” วิเคราะห์ว่าทำไมราคาของดนตรีถึงเข้าใกล้ศูนย์ลงทุกที และทำไมดนตรีถึงเป็นสินค้าที่คล้ายสะพานข้ามแม่น้ำและกองกำลังทหาร ตอนที่ 3 “คุณภาพและอนาคตของดนตรี” วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จากมุมมองของแฟนเพลง ศิลปิน และสังคม รวมถึงแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ของวงการดนตรี

Buddhanomics: เศรษฐศาสตร์ในพระธรรม

พักหลังนี้มีคนคิดชื่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ขึ้นมามากมายหลายชื่อไม่ว่าจะเป็น Abenomics (วิทยายุทธอัดฉีดเงินเข้าเส้นเลือดซามูไร)  Bernankenomics (วิทยายุทธพิมพ์เงินจากอากาศในฝั่งอเมริกา), Draghinomics (วิทยายุทธบาซูก้ายักษ์ในยุโรป), Freakonomics (podcast และหนังสือชื่อดัง), Pharmacoeconomics (เศรษฐศาสตร์ของยารักษาโรค), Shophousenomics (ie. เศรษฐศาสตร์ในห้องแถว) และ Thaksinomics (ทักษิโณมิกส์ในบ้านเรา) น่าแปลกใจที่ยังไม่ค่อยมีคนเขียนเรื่อง “Buddhanomics” หรือแปลเป็นไทยคือ “เศรษฐศาสตร์ในมุมมองของพระพุทธเจ้า”  มองเผินๆ “เศรษฐศาสตร์” กับ “พุทธศาสนา” ดูเป็นสองคำที่มีความแตกต่างกันจนไม่น่าจะเอามาเขียนข้างกันได้  แต่ที่จริงแล้วทั้งสองมีหลักแนวคิดที่ต่อเติมกันได้ดีอย่างที่เราคาดไม่ถึง

Load More Posts