menu Menu
ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์
ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ผู้สร้าง settakid.com เป็นคนคิดมาก! ตื่นเต้นกับเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกและชอบอ่านงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ (ที่ยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่) มากเป็นชีวิตจิตใจ

ผู้เขียนเป็นศิษย์เก่า ร.ร. สาธิตจุฬา มหาวิทยาลัยคอร์เนล (คณิตฯ & เศรษฐศาสตร์) และมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ SAIS (เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ & จีนศึกษา) เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและธนาคารโลก ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการทำ impact evaluation อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า

Previous page Previous page Next page Next page

เข้าใจภาวะ “ดอกเบี้ยติดดิน”

พักนี้มักได้ยินหลายคนบ่นว่าทำไมอัตราดอกเบี้ยมันต่ำจัง  จะฝากประจำทีคิดหนัก ส่วนผู้สูงอายุใกล้เกษียณยิ่งวิตกเพราะอายุเลยวัยเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์กับตลาดหุ้นที่ผันผวนแล้ว คำถามยอดฮิตทุกวันนี้จึงเป็น “ดอกเบี้ยมันจะต่ำติดดินแบบนี้ไปอีกนานไหม?” บทความนี้จะนำเสนอมุมมองหลักๆ ในการอธิบายว่า 1.ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำแปลว่าอะไร 2.ทำไมมันถึงต่ำ  3.เมื่อไรมันจะขึ้น

Continue reading


โปเกนอมิกส์: 3 มุมมองเศรษฐศาสตร์โปเกมอน

ก่อนอื่นผมขอขอบคุณที่ท่านผู้อ่านได้สละเวลาอัพเลเวลโปเกมอนอันมีค่ามาอ่านบทความนี้นะครับ สัญญาว่าบทความเกี่ยวกับ “โปเกนอมิกส์” นี้จะสนุก มีสาระ และไม่ใช้เวลาอ่านนานนัก ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น พ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ลูกเล็กเด็กแดง ต่างรู้จักเกม Pokemon GO กันถ้วนหน้า  ซึ่งล่าสุดพบว่าผู้เล่น (Daily Active Users) เกือบ 25 ล้านคนใช้เวลาโดยเฉลี่ยแล้วกว่า 43 นาทีต่อวัน ในเกมนี้ (ทิ้งห่าง Instagram ที่อยู่ที่ 25 นาทีต่อวัน) ดังเปรี้ยงปร้างขนาดนี้จึงไม่แปลกที่ออฟฟิสสร้างเกมเล็กๆ สองสามออฟฟิส สามารถสร้างรายได้ได้เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันแม้ว่าผู้เล่นสามารถดาวน์โหลดเกมเล่นได้ฟรี  ความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นนี้เป็นบทพิสูจน์เลยว่าคอนเซ็ปต์ minimum viable product (ออกเกมมาโดยมีแค่ basic feature ก่อนเพื่อทดสอบตลาด) ใช้ได้จริงในวงการนี้ แต่สำหรับผม ที่น่าสนใจกว่าคือสิ่งที่ Pokemon GO สะท้อนให้เห็นถึง 3 มุมมองเศรษฐศาสตร์ต่อไปนี้

Continue reading


อนาคตของข้อมูลGIS:เก็บตกงานสัมมนา Esri UC 2016

ผมเชื่อว่าในอีกไม่ช้าการบริหารจัดการบ้านเมืองในมหานครทั่วโลกจะ sci-fi หลุดโลกไม่ผิดไปจากที่เราเคยเห็นในวิดีโอเกมส์สร้างเมืองชื่อ Sim City หรือในภาพยนต์ประเภท Thriller ที่ภาครัฐเก่งและไฮเทคเหลือเชื่อ จริงๆ แล้วผมเชื่อในเรื่องนี้มานานแล้ว เพียงแต่ความเชื่อนี้เกิดทวีคูณขึ้นหลายเท่าตัวหลังจากที่ผมได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาในงานสัมมนาแห่งโลกอนาคตที่ชื่อว่า ESRI User Conference 2016 ณ เมืองซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา  งานสัมมนานี้เป็นการรวมตัวของผู้ใช้งานซอฟต์แวร์ของบริษัท ESRI ผู้ผลิตซอฟต์แวร์อันดับหนึ่งในการวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลGIS (ข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์) เกือบ 2 หมื่นคนจากทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประชันผลงานในการประยุกต์ใช้ข้อมูลแผนที่เหล่านี้เข้ากับองค์กรและสังคมของตน บอกได้คำเดียวว่าผมทึ่งมากในสิ่งที่ “Microsoft Office สำหรับข้อมูลแผนที่” พวกนี้สามารถเข้ามาพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ได้จากหลายมิติมาก ผมเคยเขียนเกี่ยวกับข้อมูลGIS ไปแล้วในบทความนี้ แต่สองสิ่งจากงานสัมมนาครั้งนี้ที่ผมคิดว่าสำคัญและสมควรแก่การนำมาเล่าสู่กันฟังที่สุดคือ 1.ประโยชน์หลากมิติ – การประยุกต์ใช้ข้อมูลGIS จะง่ายและมี scope กว้างขึ้นกว่าเดิมมาก 2.ใครก็ใช้ประโยชน์จากGIS ได้ – คุณไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็ยังใช้ประโยชน์จากGIS ได้มหาศาล บทความนี้จะนำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจจากงานสัมมนาครั้งนี้และขยายความของสองข้อสังเกตทั้งสองนี้ครับ

Continue reading


เศรษฐศาสตร์ในยุค Big Data

ผมคิดว่ามันน่าทึ่งมากที่ขณะนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่อีกไม่นานสมองกลจะสามารถมองเห็นภัยในระบบการเงินโลกอันแสนจะยุ่งเหยิงได้ก่อนมนุษย์และสามารถรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวแปรเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดีกว่าเรา แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือมันเป็นยุคเดียวกันกับช่วงเวลาที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก (ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่น่าจะทราบดีกว่าใครเพื่อน!) ยังเห็นไม่ตรงกันว่าโลกเราจะเป็นอย่างไรภายใต้ภาวะดอกเบี้ยติดลบ และยังตกลงกันไม่ได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ควรจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร …และต้องไม่ลืมว่านี่ก็เป็นยุคเดียวกันกับยุคที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำหลายคนมองไม่เห็นสัญญานก่อนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หลายคนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าท่ามกลางกระแส Big Data ที่มาพร้อมกับความร้อนแรงของสาขา Machine Learning และสาขาอื่นๆ ภายใต้ศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science)  บทบาทและคุณค่าของนักเศรษฐศาสตร์ในยุคนี้คืออะไรกันแน่ และมันจะเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใด ผมเองมองว่ากระแส Big Data ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีเพราะว่าถึงเวลาแล้วที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์หลายๆ ทฤษฎีควรถูกจับมาพิสูจน์ด้วยข้อมูลที่เราไม่เคยมีมาก่อน ในอนาคตเราจะได้เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจที่นับวันยิ่งทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่ที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดคือช่องทางที่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ๆ นั้นได้เริ่มปรับตัวเข้ากับกระแส Big Data นี้อย่างช้าๆ ไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังได้เริ่มเบิกทางให้เราเห็นแล้วว่าอีกในไม่กี่ปีข้างหน้าสาขาเศรษฐศาสตร์จะต่อยอด Big Data อย่างไรและให้อะไรได้บ้างกับวงการธุรกิจและสังคมโดยรวม โดยหลักๆ แล้วผมมองว่านักเศรษฐศาสตร์จะสามารถเข้ามาช่วยสร้าง value ในยุค Big Data นี้ได้ใน 2 ช่องทางหลักๆ : สร้างและใช้มาตราวัดตัวแปรเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีความแม่นยำสูงกว่า และมีต้นทุนในการเก็บข้อมูลที่ต่ำกว่าวิธีเดิมๆ ช่วยทีม Business Analytics ไปให้ใกลกว่าการคาดคะเนหรือจำลองอนาคต (predictive modeling) เพื่อไปสู่ความเข้าใจถึงความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน (causation) บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปสำรวจดูว่าล่าสุดนี้มีการประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ร่วมกับกระแส Big […]

Continue reading


กำเนิด Open Data: สัมภาษณ์เบื้องหลังการเปิด "ข้อมูล GIS" ในสหรัฐฯ

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอลอย่างช้าๆ สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะช้ารั้งท้ายกว่าเพื่อนคือการเปิดข้อมูลสาธารณะทั้งหมดให้แก่ประชาชน ผมเคยเขียนถึงประโยชน์อันมหาศาลของ Open Data ไว้แล้วที่นี่  สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่เคยสัมผัสกับ Open Data ต่อไปนี้คือสิ่งที่ประชากรที่อยู่อาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถทราบและดาวน์โหลดได้เพียงแค่ไม่กี่คลิ๊ก รถแท็กซี่คันไหนจอดรับส่งผู้โดยสารที่ไหน ใช้เส้นทางไหน ได้เงินเท่าไหร่ ได้ทิปเท่าไหร่บ้าง ทุกวัน ทุกวินาที ตั้งแต่ปี 2009 (ลองดู visualization เรื่องราวของแท็กซี่แต่ละคันในเมืองนิวยอร์กในปี 2013 ได้ที่นี่) ภาษีที่ดินที่เจ้าของตึกทุกตึกในเมืองคุณเสียให้กับรัฐบาลไปเมื่อปีที่แล้ว จะเอาตึกไหนก็เลือกดูได้เลย ในย่านที่คุณอยู่อาศัยมีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงแค่ไหนเทียบกับย่านที่คุณกำลังจะตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ บริษัทไหนในเมืองคุณที่ทำธุรกรรมกับองกรค์ภาครัฐมากที่สุด ซื้อขายอะไรมากที่สุด ดูได้เป็นจำนวนเม็ดเงินในแต่ละเชคเลยทีเดียว เทศบาลของคุณสามารถซ่อมถนน ซ่อมไฟถนน หรือย้ายสิ่งกีดขวางที่เป็นอันตรายบนท้องถนนได้เร็วแค่ไหนหลังจากที่คุณโทรศัพท์ไปแจ้งเทศบาลของคุณมีประสิทธิภาพขึ้นบ้างไหมในช่วงห้าปีที่ผ่านมาหรือว่าแย่ลงเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินในเมืองคุณมีศักยภาพแค่ไหน ตำแหน่งราชการใดในเมืองคุณที่มีเงินเดือนมากสุด ประโยชน์ของ Open Data ทั้งต่อสังคมและต่อรัฐบาลเองมีในมิติใดบ้างนั้นผมขอเชิญอ่านบทความที่แล้วนะครับ   ส่วนในบทความนี้ผมจะนำเสนอ 2 สิ่ง: สิ่งแรกคือคุณค่าของการเปิดข้อมูลประเภทพิเศษที่เรียกว่า ข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) ซึ่งผมจะเรียกย่อๆ ว่า “ข้อมูล GIS”  ข้อมูลเชิงแผนที่แบบนี้มีประโยชน์อันมหาศาลในการเอาไปต่อยอดเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะ (Public Policy) ในระดับท้องถิ่น […]

Continue reading


อย่าลืม "คนดี" เวลาพัฒนาสังคม

“คนดี” หรือกฎหมายดีที่ทำให้บ้านเมืองดี? สิ่งไหนที่สามารถเบนเข็มสังคมจากความเห็นแก่ตัวไปสู่จุดหมายของส่วนรวมได้? คำถามสั้นๆ นี้​ผ่านการขบคิดโดยนักปราชญ์​และนักปกครองจำนวนนับไม่ถ้วนมาแล้วหลายพันปี แนวคิดหนึ่งมองว่ารัฐมีหน้าที่ต้องหล่อหลอมและเสริมสร้างพลเมืองให้เป็น “คนดี” ที่มีสำนึกต่อส่วนรวมไม่ว่าจะผ่านทางระบบการศึกษาหรือศาสนา หวังว่าจะสามารถปลูกฝังสิ่งที่เรียกว่า “ความพอใจส่วนรวม” (social preference) ไว้ในจิตใจของประชาชนให้เติบโตไปเป็นคนที่โหยหาและปรารถนาให้ส่วนรวมดีขึ้น ไม่ใช่แค่สนองความพอใจส่วนตน (individual preference)  พูดง่ายๆ ก็คือแนวคิดนี้มองว่ารัฐควรพยายามทำให้ประชาชน “อยาก” ทำสิ่งดีๆ ต่อเพื่อนร่วมสังคมเพื่อสนองความพอใจส่วนรวมของตนเอง ไม่ต่างกับเวลาประชาชนมีความต้องการอื่นๆ เช่น ความอยากบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม ความบันเทิงเพื่อสนองความพอใจส่วนตน แต่​อีกแนวคิดกลับมองว่าจิตใต้สำนึกคนเรานั้น “เน่า” และ ​”เอาแต่ได้” กันทั้งนั้น​ อย่าหวังว่าจะเปลี่ยนสันดานนี้ได้  รัฐจึงควรทุ่มกำลังไปกับการสร้างสิ่งแวดล้อมและกฎหมายที่ไม่ได้เอาไว้สร้างคนแบบในแนวคิดแรก แต่เอาไว้สร้างแรงจูงใจและบทลงโทษเพื่อตีกรอบบังคับได้อย่างสมบูรณ์จนพลเมืองที่เห็นแก่ตัวสามารถเล่นละครตบตาเราได้ราวกับว่าตัวเองเป็น​ “คนดี” หลายพันปีผ่านไปดูเหมือนว่าแนวคิดที่สองจะได้รับชัยชนะไปอย่างล้นหลาม (ต้องขอบคุณแนวคิดของ the Invisible Hand ของ อดัม สมิธ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม​สังคมที่เราเรียกกันว่า “สังคมพัฒนาแล้ว”  ทุกวันนี้สังคมสมัยใหม่มักให้น้ำหนักกับแนวคิดที่สองมากในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่การสร้างบทลงโทษเพื่อป้องกันอาชญากรรมไปจนถึงการร่างกฎหมายค่าปรับเพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศ  จนเหมือนกับว่าทุกวันนี้ “คนดี” เป็นอะไรที่ล้าสมัยและกำลังถูกลืมไปอย่างช้าๆ บทความนี้จะนำเสนอมุมต่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างคนให้เป็น “คนดี” และแนวทางการพัฒนาบ้านเมืองโดยใช้แนวคิดอันแตกต่างทั้งสองแนวนี้ควบคู่ไปด้วยกัน

Continue reading


10 วิดีโอเกมส์ที่คู่รักไม่ควรพลาด

ตั้งแต่ผมเริ่มทำเว็ป settakid.com มาไม่เคยมีบทความไหนได้รับความนิยมเท่ากับบทความที่ชื่อว่า “4 เหตุผลที่ทำไมถึงควรเล่นเกมกับแฟน”  (นักเศรษฐศาสตร์ในตัวผมแอบเศร้านิดๆ แต่ก็ดีใจที่มีคนเห็นตรงกันเพียบ) เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักปีนี้ ผมจะรีวิว 10 วิดีโอเกมส์ที่ผมคิดว่าสนุกสำหรับทั้งสองฝ่ายและจะให้คะแนนในแต่ละด้านกับวิเคราะห์ด้วยว่าทำไมเกมส์แต่ละเกมส์ในท๊อปเท็นนี้ถึงเป็นการใช้เวลาร่วมกันอย่างดีเยี่ยมและมีคุณภาพ หวังว่าผู้อ่านจะมีโอกาสได้ลองไปหามาเล่นกันนะครับ

Continue reading


ขจัดคอร์รัปชันต้องเริ่มด้วยข้อมูล: กรณีใบสั่งรถทูต

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยไหมครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทูตจากหลากหลายสังคมมารวมกันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ diplomatic immunity ทำให้กฎหมายจอดรถในนครนิวยอร์กทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลกก็จะได้ข่าวอื้อฉาวต่างๆ นานาเกี่ยวกับคอร์รัปชันแทบทุกวัน  แต่ที่น่าสงใสคือทำไมสิ่งที่คนทั้งโลกเรียกกันว่า “คอร์รัปชัน” นี้ ถึงได้มีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันเหลือเกินในแต่ละสังคม ความแตกต่างนี้มองปราดเดียวก็ทราบได้จากดัชนี corruption perception ที่มาจากองค์การ Transparency International ด้านบน (ยิ่งแดงเข้มยิ่งแย่) แต่ที่มองผ่านๆ แล้วยังไม่เข้าใจ ฟันธงไม่ได้ คืออะไรกันแน่ที่ทำให้เกิดความแตกต่างนี้ และที่จริงแล้วอะไรก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “คอร์รัปชัน” ตั้งแต่แรก ข้อมูลชุดข้างบนถึงแม้ว่าจะมีคุณค่าพอสมควรแต่ก็มีจุดอ่อนมากมายและไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ความแตกต่างที่เห็นอาจเป็นเพราะว่าแต่ละสังคมมีการลาก “เส้นแบ่งล่องหน” ที่สะท้อนถึงบรรทัดฐานทางสังคม (social norms) ของตนว่าการกระทำแบบไหนถือว่า “ใสสะอาด” และการกระทำแบบไหนถือว่าเป็น “คอร์รัปชัน”  เส้นแบ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่สัมผัสได้เส้นนี้มักถูกขีดไว้คนละตำแหน่งบนสเกลความคดโกงในแต่ละสังคม  จึงเป็นไปได้ที่การกระทำประเภทที่บางสังคมเห็นว่าเป็นคอร์รัปชันอย่างแน่นอนกลับไม่ถือว่าเป็นคอร์รัปชันในสังคมอื่นๆ ที่เขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาหรือกระทั่งเห็นว่าเป็นเพียงสิ่งที่ “rule of the game” กำหนดเอาไว้แล้วในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมเหล่านั้น แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง ความแตกต่างนี้ก็อาจมีผลมาจากความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมาย (enforcement) ที่อยู่ในระดับที่แตกต่างกันในแต่ละสังคม บางแห่งมีทั้งกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและมีทั้งการบังคับใช้อย่างจริงจัง บางแห่งมีความเข้มข้นบนกระดาษแต่ไม่มีบนท้องถนน  บางแห่งไม่มีทั้งคู่ ทุกวันนี้คงไม่มีใครเถียงว่าคอร์รัปชันเป็นโรคร้ายของสังคมแต่การที่คอร์รัปชันเป็นวัชพืชที่ฆ่าไม่ตายเสียทีอาจเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจคอร์รัปชันอย่างแท้จริงว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร จากแค่ตัวอย่างข้างต้นที่แบ่งต้นตอของคอร์รัปชันออกเป็นสองส่วน หากเราแยกไม่ออกว่าบรรทัดฐานทางสังคมหรือการบังคับใช้กฎหมายกันแน่ที่เป็นตัวการหลักในการผลักดันพฤติกรรมคอร์รัปชัน เราจะจู่โจมปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกจุดได้อย่างไร บทความนี้จะพาท่านผู้อ่านไปทัวร์ดูวิธีศึกษาปัญหาคอร์รัปชันนี้ด้วยพลังของการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า “Corruption, Norms, and […]

Continue reading


5 ประเด็นเศรษฐกิจโลกรับปีใหม่

โลกของเราย่างเข้าสู่ปีใหม่มาได้ไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ก็เกิดอะไรขึ้นมากมายที่ทำให้เวทีเศรษฐกิจโลกสั่นคลอนไปด้วยความกลัวและความกังวล ในอาทิตย์ที่ผ่านมานี้หุ้นในประเทศจีนร่วงลง 11.6 เปอร์เซ็นต์ และมีการใช้ระบบ circuit breaker ปิดตลาดกระทันหันเมื่อวันพฤหัสบดีหลังจากเปิดมาได้ไม่เกิน 15 นาที เพื่อไม่ให้หุ้นร่วงลงไปกว่านั้น  ภาวะแบบนี้ก็ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ภายในอาทิตย์เดียวคนที่ร่ำรวยที่สุด 400 คนของโลกเสียไปราว 194 พันล้านดอลลาร์จากตลาดการเงินที่ผันผวน นอกจากทั้งหมดนี้ยังมีการที่จอร์จ โซรอส กูรูนักลงทุนข้ามชาติที่เคยให้บทเรียนอันเจ็บปวดกับประเทศไทยมาแล้ว ออกมาตอกย้ำความกังวลนี้อีกว่าเขาคิดว่าวิกฤติครั้งหน้าอยู่ไม่ไกลแล้วและมองด้วยว่าปัญหาในการปรับหางเสือของเศรษฐกิจจีนสามารถปะทุขึ้นมาเป็นวิกฤติแบบครั้งเมื่อแปดปีที่แล้วได้ นี่คือแค่อาทิตย์แรกของปีนี้…ยังเหลืออีกตั้ง 300 กว่าวัน ในบทความนี้ผู้เขียนรวบรวมข้อมูลและสรุปประเด็นสำคัญสั้นๆ 5 ประเด็นที่จะมามีบทบาทอย่างมากต่อความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้  ผู้เขียนหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในปีนี้ครับ

Continue reading


เจาะปัญหา "ความเหลื่อมล้ำ"

นับตั้งแต่ Thomas Piketty เขียนหนังสือเรื่อง Capital in the Twenty-First Century ขึ้นมาเมื่อสองปีก่อน คนทั่วโลกก็ได้ตาสว่างเห็นภาพที่แท้จริงของสังคมตนเองและเกิดความกังวลมากมายว่าสังคมกำลังกลับไปสู่ยุคทุนนิยมจากมรดก (patrimonial capitalism) ที่คนรวยรวยเพราะบิดามารดารวย ไม่ได้รวยเพราะความสามารถ กังวลว่ามีอะไรผิดปกติที่ผู้บริหารระดับสูงมีรายได้มากกว่าลูกจ้างธรรมดาๆ เกินกว่า 300 เท่า กังวลว่าระดับความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นนับวันนับคืนจะนำมาซึ่งความหายนะต่อระบบเศรษฐกิจและระบอบประชาธิปไตย ไปจนถึงความกังวลว่านโยบาย Global Wealth Tax ที่ Piketty เสนอนั้นจะทำลายแรงจูงใจในการทำงานและพัฒนาตนเอง ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสทบทวนความคิดเกี่ยวกับปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” จากการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนรู้จักหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายระดับฐานะ หลากหลายอาชีพ ผมคิดว่าความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นประเด็นที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และซึมแทรกลงไปในสังคมเกินกว่าที่จะสามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพียงไม่กี่ชิ้น จะโทษระบบทุนนิยมก็ไม่ถูกเพราะว่ามันไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริงเสียทีเดียว ทุนเป็นเพียง “พาหนะ” ของความเหลื่อมล้ำเท่านั้น และถึงแม้ประเด็นความเหลื่อมล้ำนี้จะซับซ้อนแต่ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่พวกเราไม่ควรลืมมันไป บทความนี้จะนำเสนอแนวคิดและสถิติเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่น่าสนใจทั้งจากผลงานของนักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่อย่าง Joseph Stiglitz หรือ Thomas Piketty ไปจนถึงแนวคิดเชิงปรัชญาจากนักเศรษฐศาสตร์รุ่นบุกเบิก อย่าง Vilfred Pareto เพื่อเป็นการจุดประกายการถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยจะเจาะปัญหานี้จาก 4 มุมมองคำถามต่อไปนี้ อะไรคือ […]

Continue reading


Open Data เพื่อสังคม: สายด่วนร้องทุกข์

ปัญหาสาธารณะจิปาถะ เช่น เพื่อนบ้านซ้อมกลองชุดตอนตีสอง ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ แก๊งอันธพาลมั่วสุมที่หัวมุม ไฟถนนดับ ป้ายหยุดสี่แยกถูกต้นไม้บัง หรือ กิ่งไม้งอกออกมาหักกลางสามแยกนั้นฟังเผินๆ เป็นปัญหาที่เล็กน้อย  แต่นั่นอาจเป็นเพราะเราไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน กระทบประชากรกี่คน หรือมีผลกระทบที่ประเมินออกมาเป็นมูลค่าความเสียหายเท่าไร   นั่นเป็นเพราะว่าเราไม่เคยมีข้อมูล ไม่มีการวัดใดๆ ทุกความคิดและความเชื่อล้วนมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเราทั้งสิ้น แต่อีกไม่นานเมืองที่เก็บข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบสายด่วนร้องทุกข์จะสามารถมองเห็นถึงความสำคัญ ความถี่และต้นตอของปัญหาสังคมเหล่านี้ได้  และเมืองเหล่านี้จะได้เปรียบเมืองอื่นๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงสภาพแวดล้อมและการดูแลความเป็นอยู่ของประชากร มิหนำซ้ำยังอาจจะดึงดูดทุนมนุษย์คุณภาพให้มาอยู่อาศัยเป็นหนึ่งในกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเมืองอื่นๆ ที่ไม่เคยเหลียวแลประชากร  เพราะที่จริงแล้วปัญหาที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเช่น มลภาวะทางเสียง บริเวณหนูชกชุม หรือรถจอดขวางหัวดับเพลิง จริงๆ รวมๆ กันแล้วอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบสุขภาพของคนจำนวนไม่น้อย ปัญหาที่ดูเหมือนว่าไร้พิษภัยอย่างไฟถนนดับๆ หรี่ๆ นั้นก็อาจเป็นต้นตนของปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมา เช่นการก่ออาชญากรรมหรือการข่มขืนในเวลาค่ำมืดก็เป็นได้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้หลายเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มทำการเปิดเผยข้อมูลสายด่วนร้องทุกข์ 311 อย่างละเอียดยิบเป็นรายกรณีย้อนหลังไปราว 5 ถึง 10 ปี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Open Data Initiative  ปัจจุบันมีราวๆ 20 เมืองที่เปิดเผยข้อมูลบน Open Data Platform และยังมีอีกหลายเมืองที่กำลังอยู่ในระหว่างพัฒนาระบบ Open Data ของตนเอง  ซึ่งกรณีร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหาสาธารณะในข้อมูล 311 […]

Continue reading


เศรษฐศาสตร์ในเลนขวา: วิเคราะห์ "อุบัติเหตุ"

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากถึง 44 รายต่อประชากร 1 แสนคน  ห่างจากประเทศนามิเบียซึ่งเป็นที่หนึ่งของโลกอย่างฉิวเฉียดเพียงแค่ 1 รายเท่านั้น  ตัวเลข 44 รายต่อ 1 แสนคนอาจฟังดูไม่มาก แต่ตัวเลขนี้ถือว่าอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่ 18 ราย หรือเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่สูงเพียงแค่ 5 รายเท่านั้นทั้งๆ ที่ประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณรถจดทะเบียนมากกว่าประเทศไทยเกินสองเท่า  การที่ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ยแล้วมากถึง 70 – 80 รายต่อวันและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นแสนๆ คนต่อปีนั้นถือว่านอกจากจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าแล้ว ยังเป็นความเสียหายอันมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทย  ไม่ว่าจะมาจากแรงงานและผลิตภาพที่หายไป ค่ารักษาทางการแพทย์ หรือ ค่าใช้จ่ายที่มาจากการจราจรติดขัด  โดยมีการประเมินความเสียหายไว้ที่ปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งมากพอที่จะสร้างสนามบินสุวรรณภูมิใหม่ได้ทุกปีเลยทีเดียว…

Continue reading


ของแถมจากการศึกษา: สุขภาพ อาชญากรรม และความเป็นพลเมือง

ปกติแล้วเวลาเราลงทุนในการศึกษา เรามักหวังผลตอบแทนในด้านหน้าที่การงานและรายได้ในอนาคต หากแต่ว่าบางที “ของแถม” หรือ spillover effects จากการลงทุนในศึกษาต่อสังคมรอบๆ ตัวเรานั้นอาจมีค่ารวมกันแล้วมากกว่าผลตอบแทนส่วนตัวที่แต่ละคนได้รับจากระดับการศึกษาของตนอีกก็เป็นได้ คงไม่มีใครเถียงว่าหากมองแบบกว้างๆ แล้วโดยเฉลี่ยแล้วคนที่มีการศึกษามากกว่าจะหารายได้ได้สูงกว่าคนที่ไม่มีการศึกษา จากงานวิจัยจำนวนนับไม่ถ้วนในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่าการเพิ่มจำนวนปีของการสำเร็จการศึกษามากขึ้น 1 ปี จะทำให้เกิดรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นประมาณ 8 ถึง 12 เปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆ คือประโยชน์ทางตรงต่อบุคคลที่ยอมสละเวลาอันแสนสนุกและเงินทองของพ่อแม่ไปเข้าเรียนหลายปีนั้นชัดเจน แต่ที่เรายังไม่ทราบแน่ชัดคือสิ่งอื่นๆ ที่การศึกษาของบุคคลเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดผลกระทบได้   เพราะว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถในช่วงเวลาหลายสิบปีนั้นมันอาจทำให้คุณเป็นพลเมืองที่แตกต่าง มีความคิดและพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนอื่นที่ไม่ได้เข้าเรียนในหลายมิติ  ไม่ใช่แค่ว่ามีทักษะทางการทำงานดีขึ้นอย่างเดียว การศึกษายังอาจทำให้คุณดูแลสุขภาพคุณได้ดีขึ้น  เลี้ยงบุตรหลานได้ดีขึ้น มีโอกาสก่ออาชญากรรมน้อยลง เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น ฯลฯ ที่เรื่องนี้สำคัญนั้นเป็นเพราะว่าหากผลกระทบ “นอกตลาดแรงงาน” เป็นผลกระทบทางบวกและมีผลกระทบรุนแรง  บางทีสังคมอาจจะต้องเพิ่มการอุดหนุนและสนับสนุนการศึกษาให้มากขึ้นกว่าที่เคยคิดไว้ บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบนอกตลาดที่น่าสนใจในมิติของ สุขภาพ อาชญากรรม และความเป็นพลเมือง ***ปล. การศึกษาในบทความนี้จะขอพูดถึงการศึกษาในมุมมองที่กว้างที่สุด คือเป็นแค่การปูพื้นฐานทำให้คนเราอ่านออกเขียนได้ มีทักษะในการเป็นมนุษย์ในยุคสมัยใหม่  มี cognitive skills ระดับหนึ่ง ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นหลักสูตรไหน วิชาอะไร

Continue reading


ทำไมแค่ "Big Data" ไม่พอแต่ต้อง "Open Data" ด้วย

อภิมหาข้อมูลที่เปิด = อภิมหาประโยชน์

Continue reading


เส้นผมบังภูเขา: สินค้าเคราะห์ร้ายชื่อ "สิ่งแวดล้อม"

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ที่พบว่ามลภาวะอากาศในประเทศจีนทำให้คนเสียชีวิตวันละถึง 4 พันคน… ท่านผู้อ่านเคยสังสัยหรือไม่ว่าทำไมประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นถึงได้มีมลภาวะที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในระดับสูงเหลือเกิน  ยกตัวอย่างเช่นในปี พ.ศ. 2553 นั้นปริมาณเฉลี่ยของฝุ่นละอองที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM-2.5) ที่มาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศปากีสถานนั้นอยู่ที่ 101 ug/m3 หรือ 101 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาถึงเกือบเก้าเท่า ซึ่งระดับปริมาณ PM-2.5 เฉลี่ยต่อปีที่แค่สูงกว่า 35 ug/m3 นั้นก็ถือว่าอยู่ในขั้นที่น่าวิตกและเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับสุขภาพและชีวิตของพลเมืองแล้ว เนื่องจากงานวิจัยทางระบาดวิทยาจำนวนมากพบว่านอกจาก PM-2.5 จะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจแล้วยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถทำให้เกิดการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากความผิดปกติในระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วย (cardiovascular disease)  จึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมอัตราตายจากโรคที่ก่อให้เกิดขึ้นโดยมลภาวะอากาศในประเทศที่มีรายได้ต่ำและประเทศที่มีรายได้ปานกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบทะเลแปซิฟิคตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงได้สูงกว่าในประเทศที่มีรายได้สูงอย่างผิดปกติ ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศกลุ่มนี้แบกรับภาระโรคภัยและการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์จากมลภาวะอากาศกว่า 88% ของภาระโรคทั่วโลกที่โดยรวมแล้วมีการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลภาวะอากาศถึงปีละ 3.7 ล้านคน แต่ที่น่าสงสัยกว่านั้นคือทำไมดูเหมือนว่าบางประเทศเหล่านี้จะไม่มีท่าทีที่จะปรับหางเสืออย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ทราบกันอยู่ว่าประเทศกำลังพัฒนามีปัญหาด้านมลภาวะและมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมากซึ่งในที่สุดก็จะเข้ามาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจ  และที่น่าสงสัยไปกว่านั้นก็คือ งานวิจัยบางชิ้นพบว่าประชากรในประเทศเหล่านี้เองก็ไม่ได้มีความยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกกับคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอีกด้วย…

Continue reading


[IDEA-D] NatureBox: ขายขนมออนไลน์

โมเดลธุรกิจส่งอาหารสดผ่านไปรษณีย์นั้นกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศสหรัฐฯอเมริกา แต่ปัญหาหลักของธุรกิจส่งอาหารสดเหล่านี้คือราคาที่ค่อนข้างสูงเพราะว่ามีต้นทุนสูงในการคุมความสดก่อนที่อาหารจะไปถึงหน้าบ้านของลูกค้า ทำให้ลูกค้าบางกลุ่มอาจจะไม่เลือกใช้บริการ  ในหมู่ธุรกิจเหล่านี้ผู้เขียนคิดว่า NatureBox ตั้งราคาได้เหมาะสมกว่าเพื่อนและยังเป็นธุรกิจที่น่าจะดัดแปลงมาทำได้ในประเทศไทยเมื่อระบบไปรษณีย์ของเราพัฒนาขึ้น NatureBox นั้นเป็นธุรกิจจัดส่งขนมขบเคี้ยวที่ถูกรับรองโดยนักโภชนาการแล้วว่าดีต่อสุขภาพ  จุดขายหลักคือ ความอร่อยแบบเป็นธรรมชาติ ความใส่ใจในการให้ “ทางเลือกขนม” กับลูกค้ากลุ่มที่แพ้อาหารหรือกำลังควบคุมอาหาร ความหลากหลายของขนมที่ผู้บริโภคในประเทศสหรัฐฯอเมริกาอาจจะไม่เคยลองรับประทานมาก่อน NatureBox: เวิร์คอย่างไร NatureBox นั้นคล้ายอีกหลายธุรกิจที่ใช้โมเดลสมัครสมาชิก เช่นธุรกิจนิตยสาร  คือทำการส่งขนมรายเดือนให้กับลูกค้าที่สมัครสมาชิกเดือนละห้าห่อ  ยิ่งสมัครเป็นระยะเวลานาน ยิ่งราคาต่อเดือนถูกลง ยกตัวอย่างเช่นหากสมัครแบบรายปี ราคาจะหล่นจากเดือนละ 19.95 เหรียญ เป็น 15.95 เหรียญต่อเดือน  ลูกค้าที่ชื่นชอบมากและต้องการสมัครแบบระยะยาวก็จะได้ส่วนลด ส่วน NatureBox ก็จะได้เงินสดก้อนใหญ่ (15.95 คูณ 12) มาหมุนก่อนตั้งแต่ตอนต้นปี เมื่อเราสมัครสมาชิกแล้วก็สามารถเลือกจากขนมเป็นร้อยอย่างว่าต้องการขนมชนิดไหนบ้านในเดือนถัดไป  ขนมเหล่านี้เป็นขนมที่ค่อนข้างมีความเป็นธรรมชาติสูง ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลฟรุกโตสเป็นองค์ประกอบจำนวนมาก ไม่มีสีเจือปน ไม่มีสารทดแทนความหวาน ไม่มี trans fats  พูดง่ายๆ ก็คือเป็นขนมที่ปลอดภัยกว่าขนมตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปมาก และที่สำคัญขนมของ NatureBox นั้นมองแล้วรู้ว่ามันทำมาจากอะไร เช่น ข้าวโพดคั่ว ก็เห็นเป็นข้าวโพด สับปะรดก็มาเป็นแว่นๆ ตัวเป็นๆ […]

Continue reading


การศึกษาไทยกับวัฒนธรรมไทยชื่อ “กวดวิชา”

“ได้ครับๆ เดี๋ยวพี่บุ๊ควันเสาร์นี้ไว้นะ แปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็นใช่มั๊ย โอเค…อ่อเอาวันอาทิตย์ช่วงบ่ายเพิ่มด้วยเหรอ พอดีพี่ติดสอนอีกที่นึง เดี๋ยวพี่ให้เพื่อนพี่ไปแทนนะ คนนี้เก่งเหมือนกัน จบวิศวะ…สรุปเสาร์นี้หกชั่วโมง อาทิตย์สี่ชั่วโมงนะครับ ที่เดิมนะครับ สวัสดีครับ” แม้ว่าเวลาจะผ่านไปสิบเอ็ดปีแล้วหลังจากครั้งสุดท้ายที่ผม “เรียนพิเศษ” แต่พอไปได้ยินการสนทนาทางโทรศัพท์ของครูสอนพิเศษที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ในร้านกาแฟก็อดคิดไม่ได้ว่าจริงๆ ว่าไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก การกวดวิชาได้กลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งและยังเป็นส่วนสำคัญในชีวิตนักเรียนไทย  ซึ่งดูจากสถิติจำนวนผู้เรียนคร่าวๆ ที่ยังไม่รวมการติวตัวต่อตัว บวกกับค่าเล่าเรียนที่ไม่ถูกแล้ว การกวดวิชาอาจเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองหลายท่านในสังคมไทยสมัยใหม่ก็เป็นได้

Continue reading


ท่องเที่ยวไทย : มองปายผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์

ในช่วงเดือนกรกฎา​คมที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนที่จังหวัดเชียงใหม่​และอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลังจากที่ไม่ได้ไปเที่ยว​ไหนเลยเกือบหนึ่งปีเต็มเพราะทุ่มกับการอ่านหนังสือ​สอบ​ ​qualifying exam อย่างหนัก​ (ผ่านนะครับ) นับว่าเป็นทริป​ที่ผมรู้สึก​ขัดข้อง​ในใจอย่างบอกไม่ถูก ในขณะที่​ผมดีใจที่ประเทศไทยยัง​มีขุมทรัพย์​ท่องเที่ยว​อันล้ำค่าสวยงามไม่แพ้แหล่ง​ท่องเที่ยว​ธรรมชาติ​ระดับโลก​ แต่ในขณะเดียวกัน​”พฤติกรรม​มนุษย์” ​ที่ผมสังเกต​เห็นในทริปนี้ทำให้ผมกังวล​และเป็นห่วงอนาคต​ของการท่องเที่ยว​ไทย

Continue reading


หาหมอทั่วโลก: 6 ข้อคิดจากหนังสือดี "The Healing of America"

คงจะไม่มีวิธีไหนที่เราจะสามารถสัมผัสกับจุดเด่นจุดด้อยและประสิทธิภาพของระบบสาธารณะสุขได้ดีเท่ากับเมื่อตัวเราเองล้มป่วยลงและต้องเดิมพันชีวิตและสุขภาพของเรากับมัน วันนี้ขอแนะนำหนังสือดีอ่านสนุกชื่อ “The Healing of America: a Global Quest for Better, Cheaper, and Fairer Health Care” ที่มีข้อคิดและบทเรียนดีๆ มากมายหลังจากที่ผู้เขียน T.R. Reid ได้ตัดสินใจออกตระเวนหาหมอทั่วโลกเพื่อค้นหา “ระบบสาธารณสุขในฝัน” ที่มีประสิทธิภาพ มีราคาย่อมเยา และมีความเป็นธรรม มันน่าทึ่งที่ปัญหาหัวไหล่ปัญหาเดียวนี้ของ T.R. Reid สามารถถูกวินิจฉัยและรักษาบำบัดด้วยวิธีที่แตกต่างกันสุดขั้วในแต่ละประเทศ ตั้งแต่คำแนะนำจากหมอ hi-tech เสนอให้ผ่าตัดแพงๆ แบบ “Total Arthroplasty” ไปจนถึงการนวดแผนโบราณกับจิบชาแบบอายุรเวทในประเทศอินเดียที่ราคาย่อมเยา  อีกทั้งรายละเอียดต่างๆ ก่อนเข้าถึงตัวหมอ เช่น การรอคิวและการใช้ประกันสุขภาพก็แตกต่างกันลิบลับ ความหลากหลายของคุณภาพ ประสิทธิภาพ ราคา และความแฟร์ของระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงทำให้เราฉุกคิดได้ว่าถ้าสมมุติว่ามีเด็กคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่การแพทย์สามารถรักษาได้  ทำไมชะตาชีวิตของเด็กคนนี้ถึงจะต้องมาเดิมพันกับการที่แค่ว่าเขาเกิดมาเป็นพลเมืองของชาติใดด้วย (เลือกไม่ได้)  หากโชคดีเกิดมาในประเทศที่ระบบสาธารณสุขให้น้ำหนักกับความแฟร์มากหน่อย เด็กคนนี้ก็จะมีชีวิตรอดและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขแม้ว่าพ่อแม่ของเขาจะไม่มีเงินเลยสักแดงและไม่มีเส้นสายกับคุณหมอชื่อดัง  แต่หากเด็กคนนี้โชคร้ายเกิดมาในสังคมที่ระบบสาธารณสุขที่ไม่ดีและไม่แฟร์เท่า (หรือไม่มีเลย…) เขาจะเสียชีวิตแบบที่ไม่มีใครแยแสและไม่มีใครช่วยได้ ผู้เขียนคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าอ่านมากสำหรับใครที่สนใจการพัฒนาระบบสาธารณสุขเพราะว่า T.R. Reid พบว่าแม้จะไม่มีระบบไหนเลยที่ดีเลิศในทุกๆ มิติแต่ในภาพรวมแล้วมันพอมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่าระบบแบบไหนก่อให้เกิดผลลัพธ์แนวไหน […]

Continue reading


อธิบายภาวะ "บอนด์ยีลด์ติดลบ"

เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเราได้เห็นภาวะ “บอนด์ยีลด์ติดลบ” ที่ทำให้หลายคนเกาหัวกันอย่างถ้วนหน้า  ภาวะนี้รุนแรงไม่ใช่เล่น  มีคนวิเคราะห์แล้วว่ากว่า 27% ของปริมาณตราสารหนี้รัฐบาลในกลุ่มยูโรโซนทั้งหมดนั้นเข้าข่ายให้ผลตอบแทนติดลบไปเรียบร้อยแล้ว  ผลตอบแทนของตราสารหนี้รัฐบาลญี่ปุ่นระยะสามปีก็ได้ลงไปติดลบเหมือนกันเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน  น่าประหลาดไหมล่ะครับที่คนเรายอมจ่ายเงินแย่งกันเอาเงินไปให้ญี่ปุ่นยืมทั้งๆ ญี่ปุ่นจริงๆ แล้วเป็นประเทศที่มีอนาคตระยะไกลที่แย่มากๆ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอัตราส่วนหนี้รัฐบาลต่อ GDP สูงที่สุด บวกกับมีแนวโน้มชราภาพของประชากรที่ชัดเจน  กรณีของญี่ปุ่นนั้นผู้เขียนพอจะยังเข้าใจได้ว่าญี่ปุ่นจะยังไม่เจ๊งในอีกหลายปี (เหมือนที่เคยวิเคราะห์ไว้ที่นี่) แต่ที่น่าฉงนกว่าคือทำไมผลตอบแทนของตราสารหนี้รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ระยะสิบปีมันถึงลงไปแตะต่ำกว่าศูนย์ได้  โลกนี้มันไม่มีอะไรดีๆ ให้เอาเงินไปลงทุนแล้วฤา?? หรือว่านักลงทุนเข้าสู่สภาวะซึมเศร้ากันหมด มองไม่เห็นโอกาสทำเงินอะไรใดๆ ในอีกสิบปีข้างหน้า?  ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาคเอกชนของบางบริษัท เช่น GE, McDonald’s, Nestle, Royal Dutch Shell และ Proctor&Gamble ก็เคยตกต่ำกว่าศูนย์หรือกำลังมีแนวโน้มว่าจะลงไปติดลบเช่นกัน บทความนี้จะพูดถึง 3 หัวข้อหลักๆ  1. อธิบายแบบง่ายๆ ว่าอัตราตอบแทนของตราสารหนี้ติดลบนั้นจริงๆ แล้วแปลว่าอะไร  2. อะไรทำให้เกิดภาวะนี้และทำไมนักลงทุนถึงตัดสินใจซื้อ 3. ภาวะแบบนี้บ่งบอกถึงอะไร

Continue reading



Previous page Next page

keyboard_arrow_up