menu Menu
ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์
ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ผู้สร้าง settakid.com เป็นคนคิดมาก! ตื่นเต้นกับเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกและชอบอ่านงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ (ที่ยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่) มากเป็นชีวิตจิตใจ

ผู้เขียนเป็นศิษย์เก่า ร.ร. สาธิตจุฬา มหาวิทยาลัยคอร์เนล (คณิตฯ & เศรษฐศาสตร์) และมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ SAIS (เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ & จีนศึกษา) เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและธนาคารโลก ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการทำ impact evaluation อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า

Previous page Previous page Next page Next page

รู้จักกับนโยบายแจกเงิน: Universal Basic Income

ทุกวันนี้คงมีไม่กี่เรื่องที่สามารถดึงความสนใจของคนระดับโลกจากหลากสาขา ตั้งแต่นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์  นักคิดเสรีนิยม ฟรีดรีช ฮาเย็ก  นักเศรษฐศาสตร์รุ่นขลัง มิลตัน ฟรีดแมน กับ พอล แซมมวลสัน อดีตประธานาธิปดีสหรัฐฯ ริชาร์ด นิกสัน ไปจนถึง ไอรอนแมนตัวเป็นๆ อย่าง อีลอน มัสก์ เรื่องนั้นก็คือนโยบายการันตีรายได้พื้นฐานให้กับประชาชน โดยทุกวันนี้เวอร์ชันที่ได้รับความฮือฮามากที่สุดก็คือนโยบายที่เรียกว่า Universal Basic Income (UBI) นั่นเอง แม้ว่าหลายคนจะมองว่าความคิดนี้ดูไม่เข้าท่าและไม่น่าจะเป็นไปได้ในโลกจริง แต่ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ที่อาจทำให้ฝันกลางวันเรื่องนี้กลายเป็นความจริงเร็วขึ้นได้  ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือเมื่อต้นปีนี้รัฐบาลฟินแลนด์ได้เริ่มทำการทดลองสุ่มให้เงิน 560 ยูโรต่อเดือนกับกลุ่มผู้รับค่าตอบแทนการว่างงาน 2,000 คน เพื่อดูว่าจะทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากบ่วงกรรมการหางานไม่ได้สักทีหรือไม่ บทความนี้จะอธิบายแบบสั้นๆ (เท่าที่จะทำได้)ว่า 1) นโยบายแจกเงินแบบ UBI คืออะไร 2) ทำไมถึงกำลังเป็นที่ฮือฮามาก 3) ผลกระทบที่เป็นไปได้มีอะไรบ้างครับ

Continue reading


ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน (ตอนที่ 2): Energy Mix กับอนาคตพลังงานไทย

ปัจจัยสำคัญที่เป็นเสี้ยนหนามของการพัฒนานโยบายพลังงานในหลายประเทศ คือความไม่เข้าใจข้อมูลและความลึกลับซับซ้อนของกลไกในตลาดพลังงาน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควร “ช่างมัน” เพราะว่านโยบายพลังงานกระทบทุกคนในสังคม ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่รุ่นเราก็รุ่นลูกหลานเรา ผมหวังว่าบทความซีรี่ส์ “ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน” ที่จะเสนอข้อคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์พลังงานแบบสั้นๆ จะทำให้หลายคนหันมาสนใจและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานอย่างมีทิศทางและมีข้อมูลกันมากขึ้นครับ ในตอนที่ 1 เราสำรวจจุดยืนของพลังงานไทยและผลดีผลเสียของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ไปแล้ว สำหรับตอนที่ 2 นี้เราจะไปดูกันว่า “Energy Mix” (สัดส่วนการใช้พลังงาน) ของประเทศไทยเป็นอย่างไร และเมื่อเทียบกับแนวโน้มความต้องการทางพลังงานแล้วอนาคตของพลังงานไทยควรจะมีหน้าตาแบบไหนกันครับ

Continue reading


เทพียุติธรรมแท้จริงแล้วควรเป็นคนหรือหุ่นยนต์: เมื่อ Machine Learning พบกับ Human Jailing

ผมมีคำถามหนักใจ (แต่สำคัญต่อสังคม) ที่อยากให้ทุกคนเก็บไปคิดกันครับ “คุณคิดยังไงกับการที่อีกหน่อยจะมีการใช้สมองกลเพื่อช่วยผู้พิพากษาในการตัดสินว่าคนที่เพิ่งถูกตำรวจจับมาหมาดๆ ควรจะถูกปล่อยตัวหรือถูกฝากขังไว้โดยไม่ให้กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น?” สัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่มักบอกว่ามนุษย์เป็นมากกว่าแค่ตัวเลข หลายคนไม่เห็นด้วยที่เทคนิคเหล่านี้ไม่มี “พื้นที่” ให้กับความเป็นธรรมหรือความเที่ยงธรรม มีแต่สิ่งที่ป้อนให้กับคอมพิวเตอร์และสิ่งที่มันคายออกมา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เราเคยได้เห็นถึงจุดบอดและความลำเอียงของโมเดลสถิติในการใช้มันเพื่อรักษาความปลอดภัยมาแล้ว แต่วันนี้ผมจะขอเสนอมุมต่างที่อาจทำให้เรามองว่าการใช้ “สมองคน” ตัดสินใจเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้อย่างเดียวก็อาจทำให้เรารู้สึกทะแม่งๆ ได้ไม่แพ้กัน  งานวิจัยล่าสุดของกลุ่มนักวิศวกรคอมพิวเตอร์และนักเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐฯ ได้วิเคราะห์ข้อมูลประวัติอาชญกรรม (rap sheet) และคุณลักษณะของจำเลยทุกคนในนครนิวยอร์กตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2013 (รวมแล้วประมาณ 7 แสนกว่ากรณี) จนพบว่าหากเรา “เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ” ให้กับผู้พิพากษาว่าจะ “ขังหรือไม่ขัง” จำเลยด้วยการใช้สมองกลช่วยพยากรณ์ว่าในหมู่จำเลยที่มีเข้ามาทุกวี่วัน คนไหนมีโอกาสก่ออาชญากรรมซ้ำอีกหรือทำการหลบหนีระหว่างรอศาลเรียก  เราจะสามารถลดอาชญากรรมในเมืองลงได้มากขึ้น 25% (โดยคงจำนวนจำเลยที่ถูกปล่อยไว้เท่าเดิม) หรือลดจำนวนจำเลยที่จะถูกขังลงได้ถึง 42% (โดยคงอัตราอาชญกรรมไว้เท่าเดิม) ในนครนิวยอร์ก  อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสีผิวในการถูกฝากขังได้ไปพร้อมๆ กันด้วย โดยการนำโมเดลนี้ไปประยุกต์ต่อจากระดับเมืองสู่ระดับประเทศก็ได้ผลที่ไม่ต่างกันนัก ความสำคัญของงานชิ้นนี้คือเขาผสานจุดแข็งของ Machine Learning (จุดแข็งคือการพยากรณ์ให้แม่น) กับ เศรษฐมิติ (จุดแข็งคือการหาความเป็นเหตุเป็นผลและการขจัด bias) เข้าด้วยกันโดยมีเป้าหมายคือการเพิ่ม “คุณภาพ” ของการตัดสินใจให้กับผู้พิพากษา ไม่ใช่หยุดที่แค่การพยากรณ์ว่าจำเลยคนไหนมีความเสี่ยงที่จะหนีศาล  ที่ต้องผสานทั้งสองศาสตร์เข้าด้วยกันเป็นเพราะโลกใบนี้เคยเห็นแต่การกระทำของจำเลยที่ถูกปล่อยออกไปเท่านั้น […]

Continue reading


บทสัมภาษณ์กับ The Matter: Big Data กับ Automation

  1.ตอนนี้มีการพูดถึงเรื่องการใช้ Big Data ในแง่มุมต่างๆ มากมาย จนกระทั่ง Big Data กลายเป็นคำที่หลายคนเรียกว่าเป็น Buzzword หรือคำหากินของยุคใหม่ไปแล้ว อยากให้คุณณภัทรช่วยอธิบายหน่อยครับว่า จริงๆ แล้ว Big Data ในแง่มุมที่เราควรเข้าใจจริงๆ เป็นอย่างไร ‘ประโยชน์’ ของมันจริงๆ คืออะไร   นิยามของ Big Data คือ ภาวะข้อมูลที่มี 3V คือ volume velocity และ variety แปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือข้อมูลมีปริมาณมหาศาล เก็บได้ถี่ และมีความหลากหลายรูปแบบอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนครับ   ผมมองว่าสิ่งที่เราควรจะเข้าใจที่สุดนอกจากว่า Big Data คืออะไรหรือมีประโยชน์และโทษอย่างไร ก็คือต้องเข้าใจว่าคุณหนีมันไม่ได้  ยังไงมันก็จะมากระทบชีวิตพวกเรา ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่ว่าคุณจะอยู่ในประเทศที่แม้แต่ “สมอลดาตา”  ยังไม่มีหรือทั้งชีวิตนี้คุณไม่เคยใช้ (และจะไม่ใช้) เทคโนโลยีเลยก็ยังหนีไม่พ้น     นั่นเป็นเพราะว่า Big […]

Continue reading


เล่นกับไฟ: ทรัมป์กับการถอนเขี้ยว Dodd-Frank

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 โดนัลด์ ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่ง Executive Order ชิ้นใหม่เพื่อเริ่มทำการรื้อกฎหมายข้อบังคับทางการเงิน Dodd-Frank ยกใหญ่ในสหรัฐฯ แม้ว่าคำสั่งนี้จะไม่หวือหวาและจะยังไม่มีผลเชิงปฏิบัติที่เร่งด่วนเท่ากับคำสั่งอื่นๆ เช่นการแบนชาวต่างชาติจาก 7 ประเทศตะวันออกกลาง  แต่กฎหมาย Dodd-Frank ถือเป็นกลไกสำคัญของการควบคุมความเสี่ยงและความประพฤติของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างผลกระทบฉับพลันต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจทั่วโลกได้อย่างที่เราเคยเห็นในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008 พูดง่ายๆ คือทรัมป์กำลังเล่นกับไฟ ซึ่งหวือหวาน่าสนุกในระยะแรก แต่ตัวใครตัวมันในระยะยาว บทความนี้จะสรุปอย่างสั้นๆ ว่า 1) Dodd-Frank คืออะไร 2) มีไว้ทำไมตั้งแต่แรกและทำไมถึงจะถูกถอนเขี้ยว และ 3) จุดที่ควรจับตามองต่อไป

Continue reading


ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน (ตอนที่ 1): จุดยืนพลังงานไทยกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

พลังงานเป็นได้ทั้งตัวช่วยและตัวถ่วงในการพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน เชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ ปลอดภัย หาซื้อได้ทั่วถึง และราคาเหมาะสมทำให้เราสามารถผลิตสินค้าและบริการได้อย่างมีผลิตภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปลดปล่อยให้เราเอาเวลาอันมีค่าไปทำกิจกรรมอื่นๆ  ไม่ต่างกับตอนที่มนุษย์เริ่มใช้ไฟฟ้าหรือแก๊สในการปรุงอาหารแทนที่จะต้องไปหาไม้มาก่อฟืนให้เสียเวลาเหมือนสมัยก่อน แต่การบริหารพลังงานประเทศบางทีก็เป็นการปิดกั้นความเจริญของประเทศได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน  ยกตัวอย่าง เช่น การอุดหนุนกดราคาเชื้อเพลิงให้ต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อให้เป็นที่พอใจของประชาชน แม้จะฟังดูดีแต่ท้ายสุดจะนำมาซึ่งหายนะทั้งในด้านการคลัง การรณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน และการกระจายรายได้เพราะว่าคนที่ยากจนจริง ๆ ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างที่คิด  อีกตัวอย่างล่าสุดก็คือการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศล้มเลิกความตั้งใจที่จะพัฒนาและวิจัยหาพลังงานทดแทนที่สะอาดกว่ามาใช้ ทั้งๆ ที่มลภาวะอากาศจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (fossil fuels) นั้นมีส่วนในการคร่าชีวิตคนก่อนเวลาอันควรไม่ต่ำกว่า 2 แสนคนต่อปีในประเทศเขาเอง ปัจจัยสำคัญที่เป็นเสี้ยนหนามของการพัฒนานโยบายพลังงานคือความไม่เข้าใจข้อมูลและความลึกลับซับซ้อนของกลไกในตลาดพลังงาน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควร “ช่างมัน” เพราะว่านโยบายพลังงานกระทบทุกคนในสังคม ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่รุ่นเราก็รุ่นลูกหลานเรา ผมหวังว่าบทความซีรี่ส์ “ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน” ที่จะเสนอข้อคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์พลังงานแบบสั้นๆ จะทำให้หลายคนหันมาสนใจและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานอย่างมีทิศทางและมีข้อมูลกันมากขึ้นครับ สำหรับตอนที่ 1 เราไปดูกันว่าพลังงานไทยอยู่ตรงไหนและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) มีส่วนสำคัญอย่างไรและควรคืนปตท.ให้รัฐเหมือนแต่ก่อนดีอย่างที่มีการเรียกร้องกันหรือไม่

Continue reading


สรุป 3 ประเด็นสำคัญจากการประชุม WEF 2017

ผมได้ติดตามความเคลื่อนไหวจากการประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) 2017 ณ กรุงดาวอสอย่างใกล้ชิด  ซึ่งในปีนี้ทาง WEF ได้จัดวงเสวนาในหัวข้อที่สามารถกระทบความเป็นไปของเศรษฐกิจโลกไว้มากกว่าถึง 400 วงด้วยกัน ตั้งแต่เรื่องความเหลื่อมล้ำไปจนถึงชะตากรรมของโลกาภิวัฒน์ สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่มีเวลาดื่มด่ำกับการดวลพลังสมองของเหล่าผู้นำการเมือง นักธุรกิจ และนักคิดผู้ทรงอิทธิพลที่มาร่วมการประชุมครั้งนี้  ผมคัด 3 เรื่องที่น่าสนใจที่สุดมาเสนอให้อ่านกันในบทความนี้ครับ

Continue reading


คำถามน่าคิดก่อนภาวะเงินเฟ้อจะกลับมา

ขณะนี้กำลังมีสัญญานว่าภาวะเงินเฟ้อที่ห่างหายไปนานมีโอกาสที่จะกลับมาเยือนพวกเราในเร็วๆ นี้ ล่าสุดอัตราเงินเฟ้อในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้เริ่มปรับตัวขึ้นแล้ว เยอรมันเมื่อเดือนธ.ค. ปี 2016 ได้ปรับตัวขึ้นมากถึง 1.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่ามากที่สุดตั้งแต่ปี 2013  เฟดเองหลังจากที่ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อท้ายปีที่แล้วก็ได้ใช้คำว่า “ขึ้นมามากพอควร” เพื่อใบ้ว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวสูงขึ้น  ในประเทศไทยเองอัตราเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค. 2016 ก็ได้ปรับตัวมากที่สุดในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมาเช่นกัน  โดยนักวิเคราะห์ส่วนมากมองว่ามีผลมาจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน (ซึ่งจะสะท้อนถึงต้นทุนที่สูงขึ้นของสินค้าแทบจะทุกประเภท) บทความนี้จะนำเสนอ 3 คำถามน่าคิดเกี่ยวกับเงินเฟ้อหากเศรษฐกิจโลกจะทำการเข้าสู่วงจรใหม่จริงๆ หลังจากที่จมกับภาวะเงินเฟ้อต่ำมาเป็นเวลานานหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ครับ

Continue reading


3 มิติการลงทุนเมื่อมนุษย์อายุยืนขึ้น

หากย้อนเวลากลับไปสู่ยุคหิน คนไทยที่ขณะนี้กำลังมีชีวิตอยู่กว่า 80% จะอยู่เลยอายุขัยเฉลี่ยในสมัยนั้นไปหมดแล้ว ทุกวันนี้อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของมนุษย์เราได้ขยับจากแค่ 26 ปี (ในยุคหิน) ขึ้นมาอยู่สูงถึง 75 ปี (คนไทยในปี 2559) โดยที่ตัวเลขนี้ได้ทยานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าถึง 10 ปี ภายในแค่ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา   ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Bionics (ต่ออายุด้วยการแทนอวัยวะที่เสียหายด้วยหุ่นยนต์) ทางการแพทย์ (ต่ออายุให้เสียชีวิตจากโรคภัยได้ยากขึ้น) และทางชีววิทยา (ต่ออายุเอาดื้อ ๆ ด้วยการตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งตอนนี้ทำได้ในหนอนตัวกลมแล้ว) มีแต่จะบ่งชี้ว่ามนุษย์ในอนาคตจะมีอายุยืนขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก แม้แนวโน้มนี้โดยรวมแล้วจะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่มันก็เป็นการสร้างความท้าทายอันมหาศาลให้กับกระเป๋าสตางค์เราเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรา “แก่ก่อนรวย” ในรูปการณ์แบบนี้ หากเราคิดจะเกษียณที่อายุ 65 เราจะต้องมีเงินเก็บพอใช้ไปอย่างน้อย ๆ 10-20 ปีขึ้นไป และที่จริงแล้วควรจะมีเงินเก็บมากกว่านั้นด้วยซ้ำเนื่องจาก 1) เราอาจ underestimate รายจ่ายทางสุขภาพก้อนใหญ่ที่มักจะมาถมกันตอนใกล้บั้นปลายชีวิต 2) เรามีโอกาสอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ย และ 3) เราอาจต้องการเกษียณก่อนอายุ 65 ปี   พูดง่าย ๆ […]

Continue reading


จังหวะใหม่ของจีนกับการปรับหางเสือเศรษฐกิจ

ตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008 เป็นต้นมา เราได้เห็นการ “ปรับหางเสือ” ของเศรษฐกิจจีนจากการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสริมสร้างความสมดุลย์ (rebalancing) เพื่อเสถียรภาพและคุณภาพของการขยายตัวในระยะยาว ในสายตานักลงทุนทั่วโลกมันคือการชะลอตัวลงของฟันเฟืองชิ้นโตที่เคยขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจโลกมาโดยตลอด แต่ในสายตาของผู้นำจีน เขามองว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิม แม้จะนำมาซึ่งการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วระดับปาฏิหาริย์ยาวถึง 3 ทศวรรษ  ได้เข้าสู่จุดอิ่มตัวและสร้างปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นเสี้ยนหนามในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ยั่งยืน  ในการปรับหางเสือครั้งนี้ จีนจึงตั้งใจที่จะปั้นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่จะมีการพึ่งพาการผลิตเพื่อบริโภคภายใน  พัฒนาภาคบริการ และยกระดับผลิตภาพของแรงงานและเงินทุนในหลากเซ็กเตอร์ให้มากขึ้น บทความนี้จะขอสรุปอย่างสั้นๆ ว่า 1) ทำไมความสำเร็จของการปรับหางเสือของจีนจะมีความสำคัญมากขึ้น และ 2) จีนปรับหางเสือไปถึงไหนแล้ว ไฟสปอร์ตไลท์กำลังจะกลับมาที่จีน ผู้เขียนคิดว่าหลังจากที่ฝุ่นจากเหตุการณ์ Brexit และการเลือกตั้งสหรัฐฯ สงบลง ความคาดหวังในความสำเร็จ  ทิศทาง และความราบรื่นของการปรับหางเสือของจีนจะมีมากขึ้น ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ ประการแรก สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ได้ส่งสัญญานอันไม่เป็นมิตรต่อจีนออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตอนหาเสียงแล้ว การขึ้นภาษีนำเข้าและนโยบายกีดกันทางการค้าในรูปแบบอื่นๆ ต่อจีน จะเป็นการสร้างอุปสรรคอย่างไม่จำเป็นให้กับเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัวลงในขณะที่จีนปรับหางเสือ  ซึ่งถึงแม้จีนเองจะสามารถโต้กลับได้ด้วยการโยกย้ายการบริโภคสินค้าบางชนิดจากสหรัฐฯ ได้ เช่น เครื่องบินหรือถั่วเหลือง จีนเองก็ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ที่ everybody loses แบบนี้เช่นกัน ประการที่สอง  การแสดงทีท่าของสหรัฐฯ ว่าจะไม่ทำตัวเป็นตัวตั้งตัวตีเพื่อส่งเสริมความแน่นแฟ้นทางเศรษฐกิจแบบ multilateral บนเวทีโลกเท่าในอดีตอีกต่อไป […]

Continue reading


Sunk Cost: ตัดใจหรือติดกับเมื่อติดดอย

ในบางสถานการณ์มนุษย์เราตัดสินใจได้แย่พอๆ  กับ (หรือแย่กว่า) นกพิราบที่กำลังเก็บกินเศษขนมปังตามท้องถนน “เพิ่งซื้อหุ้นซัมซุงมาอย่างแพง…Note 7 ดันเน่ายกแผง…แต่อย่าเพิ่งขายเลย เสียดาย” “X-Men ภาคสามนี่ทำได้แย่จริงๆ  แต่เสียดายค่าตั๋ว ทนดูไปอีกสองชั่วโมงแล้วกัน” “เราเกลียดงานเรา แต่อุตส่าห์ทำมาตั้ง 5 ปีแล้ว จะให้ลาออกได้ยังไง” “อย่าเพิ่งเลิกกันเลย เราอาจจะเข้ากันไม่ได้ แต่เราคบกันมาตั้ง 7 ปีแล้วนะ” ช่วงเวลาสำคัญๆ เหล่านี้มนุษย์ทุกคนล้วนเคยผ่านมันมาแล้วทั้งนั้น แต่จะมีส่วนน้อยที่ไม่เคยติดกับดักที่ชื่อว่า sunk cost fallacy

Continue reading


หนี้รัฐบาล...แค่ไหนถึงอันตราย

มีตัวเลขเศรษฐกิจอยู่ตัวหนึ่งที่หลายคนมักมองมันอย่างผิวเผินว่าเป็น “ตัวเลขหายนะ” ตัวเลขนั้นก็คือสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (ขอเรียกสั้นๆ ว่า หนี้รัฐบาลต่อ GDP) ในขณะที่บ้านเรากังวลกันว่าตัวเลขนี้อาจขึ้นไปแตะ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือจะชนกรอบที่ตั้งไว้ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ในไม่ช้า  เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเราถึงต้องกังวลกับมันทั้งๆ ที่เศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วแทบจะทุกเศรษฐกิจมีหนี้รัฐบาลอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า “ชาตินี้ก็ชำระไม่หมด” บทความนี้จะนำเสนอประเด็นที่เราควรและไม่ควรกังวล บวกกับผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับตัวเลขนี้ครับ

Continue reading


ถี่ ถูก แม่น หรือแค่ฝัน?: รวม 14 วิธีวัดตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ในยุค Big Data

แม้ว่ามนุษย์เราได้เริ่มศึกษาและทำการวัดข้อมูลเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เมื่อ 73 ปีแล้ว  การที่น้อยคนนักที่สามารถทำนายวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ครั้งเมื่อปี 2008 ทั้ง ๆ ที่มองย้อนกลับไปจากวันนี้แล้วมันมีสาเหตุชัดเจน สะท้อนว่าเรายังรู้อะไรน้อยมากเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญมักถูกประกาศหลังจากที่สิ่งที่มันตั้งใจจะวัด ได้เกิดขึ้นไปแล้วหลายอาทิตย์หรือเป็นเดือนๆ   (ดีไม่ดีเป็นปี…และอาจมี revision เพราะประกาศแรกผิด)  ซ้ำร้ายยังอาจเป็นตัวเลขเท็จที่ถูกการเมืองแทรกแซงอย่างที่ตลาดโลกตราหน้าตัวเลขเศรษฐกิจทางการของประเทศจีน แต่ด้วยความก้าวหน้าและความแพร่หลายของเทคโนโลยีสารสนเทศ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้กำลังจะเปลี่ยนไปในไม่ช้า ในโลกอนาคต ข้อมูลจำนวนมหาศาลจะถือกำเนิดขึ้นทุกครั้งที่ “ผู้เล่น” ในระบบเศรษฐกิจกำลังกระทำอะไรบางอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นการทำการค้นหาใน Google  โทรศัพท์หาเพื่อน  จ่ายเงินค่าทางด่วน หรืออัพโหลดรูปที่ตนไปเที่ยวมาขึ้น Flickr   ข้อมูลเหล่านี้เราสามารถมองว่ามันเป็นเหมือน “ลายทางเศรษฐกิจ” ขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนที่สามารถถูกนำไปวิเคราะห์ต่อเพื่อนำไปผูกเป็น “ตัวเลขเศรษฐกิจทางเลือก” ที่จะมีความถี่สูงกว่าแต่มีต้นทุนต่ำกว่าได้   อีกทั้งในบางกรณียังสามารถเอาไปทำนายตัวเลขเศรษฐกิจทางการก่อนการประกาศจริงได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ในบทความนี้ผมจะเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ข้อมูลชนิดใหม่ๆ เพื่อการวัดและคาดการณ์ข้อมูลเศรษฐกิจทางการที่สำคัญ เช่น อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ  อัตราว่างงาน ไปจนถึงแพทเธิร์นในการท่องเที่ยว  เพื่อให้ผู้อ่านเห็นถึงความเป็นไปได้ที่ข้อมูลเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่เหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ครับ วัดการขยายตัวของเศรษฐกิจใหม่ คงไม่มีใครเถียงว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดก็คือ GDP  แต่จุดที่จะชี้ว่าใครเป็นผู้แพ้ผู้ชนะในตลาดการเงินโลกคือความแม่นยำในการทำนายตัวเลขนี้ก่อนที่ตัวเลขทางการจะถูกเปิดเผยออกมา ตัวอย่างที่ 1: ใช้ข้อมูลการสื่อสารด้านการเงินระหว่างธนาคารเพื่อคาดการณ์ GDP SWIFT ซึ่งปกติทำระบบสื่อสารด้านการเงินระหว่างธนาคารทั่วโลกนั้นมีวิธีนำข้อมูลปริมาณการสื่อสารด้านการเงินเหล่านี้มารวมกับข้อมูลอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจที่ผ่านมาเพื่อทำเป็น SWIFT Index  ซึ่งค่อนข้างแม่นยำในการช่วยคาดการณ์ GDP […]

Continue reading


ทำดีเพื่อเขาหรือเรา?: the Warm Glow Effect

การให้ การทำดี และการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นมีอะไรที่น่าคิดมากมาย ทำไมบางคนที่บริจาคเงินเพื่อการกุศลถึงต้องการเปิดเผยชื่อสลักไว้ให้ผู้อื่นอ่าน ทำไมเพื่อนบางคนเวลาไปช่วยเหลือผู้อื่นมาแล้วต้องโพสต์รูปบอกทุกคนให้ทราบกันในเฟสบุ๊ค (โดยไม่ได้มีเจตนาจะรณรงค์อะไรใดๆ) ทำไมบางคนถึงยังชอบช่วยผู้อื่นในรูปแบบที่เราไม่เห็นด้วย หรือไม่ก็ในรูปแบบที่ไม่มีทางก่อให้เกิดผลดีอะไรได้กับสังคมจริง ๆ คำถามน่าคิดเหล่านี้ล้วนมีต้นตอมาจากว่าครั้งสุดท้ายที่คุณช่วยเหลือผู้อื่น บริจาคเงิน ทำงานเพื่อสังคม หรือให้ของขวัญ คุณจำได้ไหมว่าคุณทำไปเพราะอะไร เนื่องในโอกาสวันคริสต์มาส ซึ่งในปัจจุบันถือเป็น “เทศกาลแห่งการให้” ในหลายสังคมบนโลก บทความนี้จะชวนผู้อ่านไปขบคิดถึงพฤติกรรมการให้และการช่วยผู้อื่นจากมุมมองเศรษฐศาสตร์กันครับ

Continue reading


ลดภาษีแล้วเศรษฐกิจโตไวขึ้นจริงหรือ?

ในช่วงหนึ่งอาทิตย์หลังการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา  ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถดีดตัวขึ้นมาได้อย่างเหนือความคาดหมายเนื่องจากนักลงทุนต่างมองว่าชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันซึ่งคุมได้ทั้งสภาคองเกรสและวุฒิสภานั้นจะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นหนึ่งเดียวขึ้น ไม่มีการขัดขากันเหมือนสมัยโอบามา  คิดจะทำนโยบายอะไรก็จะลื่นไหลกว่า หนึ่งในนโยบายที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงคือการหั่นภาษียกใหญ่ โดยตัวมันเองแล้วการลดภาษีเป็นนโยบายที่ใคร ๆ ก็น่าจะต้องชื่นชอบ เนื่องจากมันทำให้เรามีเงินในกระเป๋าสตางค์มากกว่าเดิม  แต่จากมุมมองที่กว้างกว่าแค่กระเป๋าสตางค์ของเรานั้นผลลัพธ์ของมันต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมกลับเข้าใจได้ไม่ง่ายนักและมักไม่ขาวดำเหมือนอย่างในตำราเศรษฐศาสตร์ระดับพื้นฐานทั่วไป สหรัฐฯ เป็นประเทศที่เคยมีการปฏิรูปนโยบายภาษีครั้งใหญ่ ๆ (ทั้งเพิ่มและลด) มาแล้วนักต่อนัก แต่กลับไม่มีผลลัพธ์ที่เด่นชัดต่ออัตราขยายตัวของ GDP ในระยะยาวเลย บทความนี้จะนำเสนอแนวคิดเชิงทฤษฎีและผลวิจัยเกี่ยวกับผลของการลดภาษีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในอดีตครับ กินหวานแล้วค่อยกินเปรี้ยว โบราณเขาว่าให้เราอดเปรี้ยวไว้กินหวาน  แต่ผลวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าการลดภาษีนั้นเปรียบเสมือนกับการกินหวานแล้วค่อยกินเปรี้ยว (หรืออดกิน) เนื่องจากมันสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นแต่มักไม่มีผลหรือส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาวเนื่องจากเป็นการเพิ่มการขาดดุลการคลัง ในมุมมองหนึ่งการลดภาษีเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้เล่นทำงานและลงทุนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพวกเขาจะไม่ต้องแบ่ง “รางวัล” จากการกระทำเหล่านี้ให้กับรัฐบาลมากเท่าเดิม  เงินที่เคยกองอยู่อาจถูกนำออกมาหมุนเพิ่มขึ้น  ชั่วโมงพักผ่อนอาจถูกเปลี่ยนไปเป็นชั่วโมงทำงานมากขึ้น  นี่คือมุมมองที่คนส่วนมากใช้เป็นเหตุผลในการสนับสนุนนโยบายลดภาษีว่ามันจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง การลดภาษีก็เป็นการลดแรงจูงใจให้ผู้เล่นทำงานและลงทุนได้เหมือนกัน  เหตุเป็นเพราะว่าการลดภาษีเป็นการเพิ่มรายได้หลังหักภาษีแบบทันทีทันใด “ความรวยขึ้นแบบกระทันหัน”  นี้จึงเป็นการลดแรงจูงใจให้ผู้เล่นขยันขันแข็ง   ลองจินตนาการถึงกรณีการเพิ่มรายได้แบบสุดโต่งจากการที่คุณถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งดูก็ได้ครับ  หลังจากที่คุณทราบข่าวดีแล้วคุณคงไม่คิดจะออกไปทำงานจำนวนชั่วโมงเท่าเดิมใช่ไหมครับ สองมุมมองนี้เป็นไปได้ทั้งนั้น   คำถามคือแล้วที่ผ่าน ๆ มานั้นมุมมองไหนถูก ในระยะยาว งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าการลดภาษีไม่ได้ทำให้คนออกมาทำงานกันมากขึ้นและไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไวขึ้น  (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nber.org/chapters/c10943.pdf  และ https://www.aei.org/wp-content/uploads/2013/12/-tax-policy-lessons-from-the-2000s-chapter-34_114619105718.pdf)  แม้กระทั่งการลดภาษีกำไรจากการขายทรัพย์สิน (capital gain […]

Continue reading


ความพิศวงของการตัดสินใจร่วมกันของมนุษย์

เช้าวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ได้ทำให้เราเห็นแสงแห่งความงามของสปิริตประชาธิปไตยท่ามกลางบรรยากาศสุดมืดมนที่ปกคลุมจิตใจเหล่าผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ทั้งบารัค โอบามาและ ฮิลลารี คลินตันต่างออกมาย้ำเตือนใจประชาชนกว่าครึ่งประเทศที่ต้องผิดหวังอย่างรุนแรงที่สุดในชีวิตกับผลการเลือกตั้งเมื่อคืนว่า พวกเขาควรยึดถือในหลักการของประชาธิปไตยซึ่งเป็นเสาหลักของชาติอเมริกัน  เคารพสิทธิของเพื่อนร่วมประเทศอีกครึ่งหนึ่ง  ให้โอกาสในตัวผู้นำคนใหม่ และไม่ไขว้เขวเอาอารมณ์เข้าสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างความแตกแยก แต่นอกจากความงดงามของประชาธิปไตยที่แผ่ออกมาจากวาจาของโอบามาและคลินตันก็ยังมีความพิศวงมากมายปนอยู่ในจิตใจของหลาย ๆ คนหลังการพลิกโผครั้งนี้ บทความนี้จะไม่พูดถึงความพิศวงว่าทำไมโดนัลด์ ทรัมป์ถึงพลิกโผ  เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้พิศวงขนาดนั้น  เขาเป็นคนพูดแทงใจดำเก่งและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้สนับสนุนอุดมการณ์ของเขาได้อย่างเก่งกาจ  จากตัวเลขล่าสุด ดูเหมือนว่าทรัมป์ไม่ได้ทำได้ดีเป็นประวัติการณ์  แต่เป็นคลินตันเองที่แพ้ภัยตัวเองและประหม่าเกินไป   การที่ทรัมป์ชนะนั้นจึงเป็นไปตามกฎกติกา  ไม่มีข้อสงสัย และหากสหรัฐฯ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงตามฉบับกรีกโบราณ ก็จำเป็นที่เหล่าผู้สนับสนุนคลินตันจะต้องเคารพสิทธิของสาวกของทรัมป์ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกทรัมป์เพราะเหตุผลใด ๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่ผู้เขียนคิดว่ามีความน่าพิศวงกว่าคือความเป็นธรรมของผลลัพธ์จากการตัดสินใจร่วมกันของมนุษย์โดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้นำ  การตกลงเลือกผู้ชนะในการแข่งขันประกวดร้องเพลง หรือการเลือกว่าจะไปทานร้านอาหารร้านไหนกับเพื่อน  ไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับแค่การเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้ เพียงแต่การเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้มีจุดพิศวงอีกหลายจุดที่ชวนขบคิดเกี่ยวกับมัน ไม่ว่าคลินตันจะสามารถย้อนเวลาไปแลกที่กับทรัมป์และเฉือนชนะไปได้ก็ตาม เพราะมันประหลาดที่ประเทศที่มีระบบการเลือกตั้งซึ่งเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากนั้นได้ทำหน้าที่กลั่นกรองคน 300 กว่าล้านคนเพื่อคั้นเอาสองผู้สมัครที่ประชาชนยอมรับน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ออกมาเป็นสองตัวเลือกสุดท้าย  ในประเทศที่เชิดชูระบอบประชาธิปไตยนี้มีผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเกิน 90 ล้านคนที่ไม่ได้ไปออกเสียงเมื่อวันที่ 8  และด้วยความที่มีทางเลือกแค่สองทาง (ซึ่งก็บังเอิญต่างกันราวฟ้ากับดิน) ไม่ว่าใครจะชนะก็ทำใจยากอยู่ดี เพราะมันเป็นการทำให้ผู้ออกเสียงอีกราวครึ่งหนึ่งต้องอกหักอย่างรุนแรงกับผลลัพธ์ที่ออกมา ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้? ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ครบถ้วน […]

Continue reading


การค้าเสรี: หากดีจริง...ทำไมถึงถูกต่อต้าน

เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมนักเศรษฐศาสตร์แทบทุกคนถึงเชิดชูการค้าเสรีทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าคนจำนวนมาก (โดยเฉพาะในโลกตะวันตก) กำลังมีอคติกับแนวคิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่าเรากำลังเผชิญกับภาวะการค้าโลกถดถอยที่แย่ที่สุดตั้งแต่หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์  ตั้งแต่ปี 1985 ถึง 2007 ปริมาณการค้าโลกโดยเฉลี่ยแล้วจะโตประมาณสองเท่าของอัตราเติบโตของ GDP โลก แต่เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา รายงานจากองค์กรการค้าโลกและ IMF พบว่าการค้าโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นซบเซาถึงขั้นน่าเป็นห่วงและคาดว่าการค้าโลกปีนี้จะขยายตัวเพียงแค่ 1.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าอัตราเติบโตของ GDP โลกที่คาดไว้เสียอีก  นับเป็นจุดพลิกผันสำคัญของเศรษฐกิจโลก ยิ่งไปกว่านั้น  ขณะนี้มองไปทางไหนก็จะพบกับการระบาดของทัศนะคติทางลบต่อการค้าเสรี  ไม่ว่าจะเป็นการปลุกระดมความเคียดแค้นต่อประเทศคู่ค้าโดยนักการเมืองอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ หรือ ชัยชนะของเสียงโหวตต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์ Brexit เมื่อเดือนมิถุนายน  ไปจนถึงการเล่นตุกติกเล็กๆ น้อยๆ โดยรัฐบาลหลากประเทศเพื่อการอุดหนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศตน และทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่แค่เพียงหมอกควันเพราะข้อมูลจาก Global Trade Alert Database พบว่าระหว่างปี 2009 ถึง 2015 ได้เกิดมาตรการกีดกันทางการค้าขึ้นมากกว่ามาตรการที่ส่งเสริมการค้าเสรีกว่า 3 เท่าตัว  และพบอีกด้วยว่าปี 2015 เป็นปีที่มีจำนวนมาตรการกีดกันทางการค้าสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล จึงเป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า หากการค้าเสรีดีจริงตามตำราที่พร่ำสอนกันมา ทำไมถึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น บทความนี้จะอธิบายอย่างเข้าใจง่ายๆ ว่าการค้าเสรีดีเพราะอะไรและชี้ให้เห็นถึงเหตุผลหลักๆ ที่เป็นชนวนของขบวนการต่อต้านการค้าเสรีในขณะนี้

Continue reading


เข้าใจ “คลินตันนอมิกส์”

การเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้เต็มไปด้วยความฉาวโฉ่ ทั้งเรื่องอีเมลลับ เรื่องสุขภาพ เรื่องเหยียดผิว ไปจนถึงเรื่องการปกปิดบันทึกการเสียภาษี แต่สิ่งที่ถูกดราม่าและความอื้อฉาวของการเมืองอเมริกันกลบจนแทบจะมิดคือจะเกิดอะไรขึ้นกับนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากฮิลลารี คลินตันชนะการเลือกตั้งครั้งนี้  ซึ่ง ณ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559  simulation จากเว็บไซต์ fivethirtyeight ทำนายว่าฮิลลารี คลินตันมีโอกาสเอาชนะโดนัลด์ ทรัมป์ประมาณ 54.8 เปอร์เซ็นต์

Continue reading


มูลค่ามนุษย์ในยุคหุ่นยนต์

ทุกวันนี้มนุษย์ทำมาหากินด้วยอวัยวะที่ธรรมชาติให้มา บางคนหาเช้ากินค่ำด้วยมือและเท้า  บางคนเลี้ยงดูครอบครัวได้ด้วยมันสมอง  แต่เราเคยคิดบ้างไหมว่าวันหนึ่งอวัยวะเหล่านี้อาจไม่สามารถสร้างมูลค่าได้มากเท่าแต่ก่อน

Continue reading


[Life+] Productive ขึ้นด้วยการทำงานให้น้อยลง

สมัยนี้คนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรงมักเพรียกหาสิ่งที่เรียกว่า “productivity” แต่ทว่าหากไม่ลองหยุดคิดดูจริงๆ ว่าอะไรคือ productivity คุณอาจกำลังเหนื่อยเปล่า

Continue reading



Previous page Next page

keyboard_arrow_up