menu Menu
ข้อคิดที่ได้จากการทำวิจัยที่ Harvard 1 ปี
By ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ Posted in Smarter Policy on August 5, 2014 10 Comments 75 words
16 ตัวอย่าง 3D Printing เจ๋ง ๆ (ตอนที่ 1) Previous นับถอยหลังเพดานหนี้สหรัฐฯ Next

ในปีที่ผ่านมานี้ ผมดีใจที่ได้รับโอกาสไปทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยให้กับนักเศรษฐศาสตร์สองท่านที่ Harvard Kennedy School of Government และได้เห็นการใช้เศรษฐศาสต์แก้ปัญหาสังคมด้วยวิธีใหม่ ๆ  ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในคนละแขนง ท่านนึงเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา ส่วนอีกท่านเชี่ยวชาญด้านนโยบายพลังงาน สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่วนผมมีหน้าที่ช่วยเขียนโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติและเขียนบทความ  หนึ่งปีนี้สั้นนิดเดียวแต่ได้เห็นและเรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับวงการ policymaking และวงการเศรษฐศาสตร์แขนงใหม่ ผมสรุปบทเรียนย่อ ๆ มาแชร์ให้เพื่อน ๆ อ่านครับ

ความสำคัญของงานวิจัยและการใช้หลักฐานเพื่อพัฒนาสังคม

2014-06-02 17.03.16
อาจารย์สองท่านและผม ถ่ายหน้าตึก Taubman Center ตรงข้ามจัตุรัสภูมิพล

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นกับตาที่ Harvard Kennedy School คือคนที่ผมได้พบปะพูดคุย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักเรียน นักธุรกิจ หรือนักการเมือง ต่างเห็นความสำคัญของงานวิจัยต่อการพัฒนานโยบายรัฐและโครงการการพัฒนาองกรค์ทั้งในภาคเอกชนและภาค non profit อย่างมาก  แทบจะทุกมิติของนโยบายรัฐถูกนำมาชำแหละและวิจัยอย่างลึกซึ้งที่นี่เพื่อหาข้อเท็จจริงว่านโยบายแต่ละนโยบายมีประโยชน์และโทษแค่ไหนต่อสังคม

แม้ว่าโรงเรียนนี้จะขึ้นชื่อว่าเน้นการผลิต policymaker กับนักการเมือง ขณะนี้กำลังมีเทรนด์ที่จ้างนักเศรษฐศาสตร์เข้ามาเป็นอาจารย์ที่นี่มากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในหลายประเทศต้องการนักเรียนที่สามารถเข้าใจหลักฐานที่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายรู้ถึงผลกระทบที่แม่นยำว่า หากทำนโยบายนี้แล้ว ฝ่ายไหนได้อะไร ฝ่ายไหนเสียอะไร พวกเขาจะได้มาถกเถียงกันได้อย่างมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจได้ว่านโยบายนี้มีประโยชน์คุ้มค่าใช้จ่ายหรือไม่

จะได้ล้มเลิกนโยบายที่ไม่เวิร์คเท่าที่คิดไว้หรือพัฒนานโยบายที่พิสูจน์แล้วว่าเวิร์คต่อไป เมื่อรู้ว่าอะไรเวิร์คอะไรไม่เวิร์คอย่างแน่ชัด บริษัท องกรค์ เมือง สังคม และประเทศก็จะสามารถปรับตัวและเจริญไปได้อย่างมีทิศทาง  ดังนั้น การเจาะวิเคราะห์ข้อมูลอันมหาศาลและทำการทดลอง (คล้ายการทำการทดลองหาประสิทธิภาพของยา) เพื่อหาหลักฐานจึงกลายเป็นอีกจุดที่นักเศรษฐศาสตร์ “สายพันธุ์ใหม่” สามารถเข้ามามีบทบาทอันสำคัญต่อการพัฒนาสังคมได้นั่นเอง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ  ในปีที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสช่วยทำโปรเจ็ควิจัย “นโยบาย snow days” ที่รัฐแมสซาชูเซตส์จ้างหนึ่งในอาจารย์ของผมเพื่อหาผลกระทบของการสั่งปิดโรงเรียนในวันที่หิมะตกหนักทั้ง ๆ ที่ snow days จริง ๆ แล้วเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยปีละไม่ถึง 3 ครั้ง แต่ผมประทับใจถึงความใส่ใจของภาครัฐที่ยอมจ่ายเงินจำนวนไม่น้อยให้อาจารย์และผมเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการทำนโยบาย snow days ของตนมันไม่ทำร้ายอนาคตของเด็ก ๆ (สรุปผลคือการปิดโรงเรียนเพราะว่าหิมะตกหนักไม่มีผลต่อคะแนนสอบเด็กเพราะว่าการปิดโรงเรียนแบบนี้ทำให้เด็กทุกคน ไม่ว่าจะจนหรือรวย จะบ้านไกลไม่ไกล หยุดเรียนหมดและมาเรียนคาบพิเศษตอนท้ายพร้อมกันไม่ขาดหาย ดีกว่าการไม่ปิด ซึ่งทำให้นักเรียนที่บ้านอยู่ไกลหรือนักเรียนที่พ่อแม่ไม่มีรถลุยหิมะได้ขาดเรียน ครูก็จะมีปัญหากับการสอนเด็กที่ตามไม่ทัน รวนกันไปทั้งเทอมนั่นเอง)

ถามว่า ถ้าไม่ทำวิจัยเรื่องนี้จะรู้ไหมว่าการทำการปิดโรงเรียนเวลาหิมะตกหนักมันดีหรือไม่ดี? ไม่มีทางรู้อย่างแน่ชัดแน่นอนครับ  ถ้ามีการทำวิจัยเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ใครจะไปรู้ อีกหน่อยอาจจะสามารถหาจุด optimal ว่าจะปิดโรงเรียน ณ อุณหภูมิเท่าไหร่ก็เป็นได้

โลกของเศรษฐศาสตร์กำลังก้าวไปสู่ยุคของ Big Data

8450190120_ebcf41863d_o

ผมไม่เคยคิดว่าการวิจัยในสาขาเศรษฐศาสตร์มันจะสามารถมุ่งไปในทิศทางที่ใช้ข้อมูลอย่างหนักขนาดที่ว่าเราใช้คอมพิวเตอร์ Desktop แรง ๆ เครื่องเดียวเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลอันมหาศาลไม่ได้อีกต่อไป กลายเป็นว่าต้องใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์มากมายเพื่อช่วยประมวลผลให้เร็ว  สมัยก่อนผมคุ้นเคยแค่กับเศรษฐศาสตร์ที่เน้นใช้ข้อมูลไฟแนนซ์ ข้อมูลทางการเงิน และดัชนีเศรษฐกิจหลัก ๆ ปีนี้ผมได้เห็นวิธีใหม่ ๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์งัดมาใช้คู่กับเทคนิคทางสถิติเพื่อตอบปัญหาสังคมในหลาย ๆ ด้านที่สมัยก่อนอาจทำไม่ได้

ตัวอย่างคือโปรเจ็คที่อาจารย์ของผมต้องการดูว่าการเตือนภัยเกี่ยวกับคุณภาพอากาศ (ว่าระดับมลภาวะมันสูงหรือต่ำ) ทางหนังสือพิมพ์หรือทางทีวี มีผลต่อการลดการตายก่อนวัยอันควรหรือไม่ (เด็กและคนชราทีมีโรคประจำตัวเช่นหอบหืดอาจล้มป่วยหนักได้ในวันที่สูดมลภาวะบางชนิดเข้าไปมากเกินไป)

ผมเคยเขียนไปแล้วเรื่องภัยของมลภาวะอากาศในกรุงเทพ ขณะนี้เรารู้แน่ชัดแล้วว่ามลภาวะอากาศแม้ว่าจะมีระดับต่ำลงกว่าสมัยก่อน แต่ก็ยังมีภัยต่อสุขภาพในระยะยาวและมีผลเสียต่อผลิตภาพของแรงงาน  ก้าวต่อไปคือเรากำลังสงสัยว่าโครงการที่มีค่าใช้จ่ายบำรุงไม่มากเช่นการพยากรณ์หรือเตือนภัยมลภาวะอากาศนั้น อาจจะทำให้ประชากรหลีกเลี่ยงวันที่อากาศแย่ ๆ ได้ทันเวลาและช่วยชีวิตผู้คนได้มากเสียยิ่งกว่าโครงการรักษาสิ่งแวดล้อมบางโครงการที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ๆ

ในโปรเจ็คนี้ผมต้องสู้ฟัดกับอภิมหาข้อมูลรายชั่วโมงของมลพิษทุกชนิดจากทุกสถานีวัดมลภาวะในอเมริกาที่บันทึกไว้ตั้งแต่ก่อนผมเกิดจนถึงปัจจุบัน รวมถึงข้อมูลการตายรายวันแบ่งเป็นสาเหตุการตายทุกสาเหตุจากโรงพยาบาลของทุกเทศมณฑลในอเมริกา มันทำให้ผมตระหนักถึงคุณค่าอันมหาศาลที่ฝังลึกอยู่ในข้อมูลพวกนี้ รอคอยให้นักเศรษฐศาสตร์และนักสถิติรุ่นใหม่ร่วมกันค้นหา cause and effect เพื่อนำผลวิจัยที่ได้มาให้ประชาชนและนักการเมืองเอามาพูดคุยกันเพื่อปรับปรุงนโยบายเพื่อพัฒนาสังคมและคุณกาพชีวิตที่ดีกว่า

Big Thinking > Big Data

bigdata

ในยุคสมัยนี้ แค่เขียนสูตร Excel หรือโปรแกรมใน Stata เก่งคงไม่พอแล้ว การที่มีข้อมูลมหาศาลทำให้เราต้องใช้เครื่องมือดูดข้อมูลมาชำแหละ ย่อส่วนและวิเคราะห์ให้ถูกต้อง จึงจำเป็นที่นักเศรษฐศาสตร์ควรจะมีความรู้ในภาษาคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ให้มากขึ้นไปอีก  ในโปรเจ็คพยากรณ์มลภาวะอากาศนั้น มีส่วนนึงในบทความที่พวกเราพยายามจะดูว่าการกูเกิลหาข้อมูลเกี่ยวกับมลภาวะอากาศในแต่ละวันมีผลลดการตายก่อนเวลาอันควรหรือไม่ ผมต้องเรียนรู้การใช้ Python เพื่อดูดข้อมูลแบบอัตโนมัติจาก Google Trends แบบแยกเป็นทุก ๆ เมืองในอเมริกา แถมต้องทำให้เนียนโดยไม่ให้ Google จับได้ว่าเป็นหุ่นยนต์ ซึ่งหากจะทำด้วยมือคนคงใช้เวลาเป็นชาติ (ผลที่เจอคือ search intensity เกี่ยวกับมลภาวะอากาศช่วยลดการตายก่อนเวลาอันควรด้วยโรคทางเดินหายใจได้จริง ๆ แม้ว่าผลกระทบจะไม่ใหญ่มากนัก)

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพา Big Data กับฝีมือการเขียนโปรแกรมอย่างเดียวนั้นไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาสังคม  ข้อมูลอันมหาศาลเหล่านั้นจะไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร (หรืออาจจะเป็นภาระอีกต่างหาก) หากเราไม่สามารถคิด Big Question ให้ได้เสียก่อนว่าสังคมต้องการจะตอบคำถามอะไรมากที่สุด

เมื่อคิดคำถามสำคัญ (Big Question) ได้แล้วก็ยังต้องคิดกลยุทธ์ในการหา cause and effect (Big Strategy) เพื่อที่จะตอบ Big Question ให้ได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราต้องการ cause and effect แบบในเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ correlations

ข้อมูลไทยต้องดีกว่านี้ในทุก ๆ ด้าน

ผมคิดว่าประเทศไทยจะต้องปรับปรุงและขยายฐานข้อมูลในหลาย ๆ ด้าน เพิ่มคุณภาพและความถี่ในการเก็บข้อมูล และทำการเผยแพร่ข้อมูลในแบบที่โปร่งใส และเผยแพร่ในรูปแบบที่นักวิจัย นักธุรกิจ หรือนักเรียนนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างรวดเร็ว

ปัญหาที่ผมเจอในเคสเมืองไทยส่วนใหญ่คือ (ยกเว้นแบงก์ชาติที่เก็บข้อมูลและนำเสนอได้ดี)

  1. ข้อมูลหายากเกินไป ไฟล์มักซ่อนอยู่ในมุมลึกของเว็ปไซต์ เสียเวลาชีวิต
  2. ข้อมูลมีพร้อมแต่โชว์ให้ดาวน์โหลดแค่บางส่วน เช่่นแค่ปีสองปี ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่นักครับ
  3. ข้อมูลมีแต่ความถี่ต่ำไป เช่นมีแค่รายปี ทั้ง ๆ ที่อาจจะเก็บรายวันอยู่แล้ว…  อันนี้ไม่เข้าใจ…
  4. ข้อมูลมีแต่อยู่ในสภาพที่ไม่เอื้อต่อการวิเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น มาเป็นกราฟ ๆ ในรายงานไฟล์สกุล pdf ซึ่งเอาไปทำประโยชน์อะไรต่อไม่ได้เลย นอกจากรับฟังการวิเคราะห์ของกระทรวงนั้น ๆ หรือ กรมนั้น ๆ
  5. ข้อมูลมีแต่หวงมาก โทรไปจะขอข้อมูลต้องเกรงใจเขามาก (กลัวโดนด่า)  ทำไมทำ customer service ให้ดีแบบเวลาเราโทรไปสั่งพิซซ่าไม่ได้ ?

ผมว่าหลังจากที่เราปฏิรูปการเมืองแล้ว (ไม่แน่ใจว่าอีกกี่ปี) เราควรหันมาปฏิรูปการเก็บและเผยแพร่ข้อมูลอย่างรวดเร็วที่สุด ผมมั่นใจเลยว่ามันจะส่งผลกำไรให้เราทั้งทันทีและในระยะยาว อีกทั้งผมยังคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ของประชาชนอย่างเรา ๆ ที่ควรจะมีโอกาสได้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับสภาพสังคมหรือการทำงานของรัฐบาล เพราะว่าเราเลือกเขาขึ้นมา ก็ต้องมีทางที่จะให้เราตัดสินใจได้ว่าเขาทำงานดีหรือไม่ดี นโยบายมันขี้คุยหรือนโยบายมันดีเลิศ โรงพยาบาลไหนดีไม่ดี โรงเรียนไหนดีไม่ดี จะได้เห็นกันจะ ๆ ไม่ใช่ต้องมาพึ่งการบอกเล่าสืบต่อกันมาหรือไปพึ่งการจัด ranking เถื่อน ๆ ที่ไม่มีที่มาที่ไปแน่นอน  (ยกตัวอย่างสุดโต่งนะครับ ที่อเมริกาผมเห็นในจอผมได้แม้กระทั่งว่ากังหันลมผลิตไฟฟ้าแท่งนี้ในย่าน x ในรัฐ y มันผลิตไฟได้เดือนละเท่าไหร่)

ระหว่างทำงานที่นี่ผมอึดอัดทุกวันเพราะว่าเห็นชัดเลยว่าประเทศบ้านเกิดผมนั้นล้าหลังแค่ไหนในด้านนี้ ผมจำได้เลยว่าตอนเริ่มทำงาน โปรเจ็คแรกคือการสำรวจว่าการที่ประเทศอเมริกาให้เงินสนับสนุนกับคณะวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ และคณะวิศวกรรมในช่วงสงครามเย็นมันทำให้หนุ่มสาวเลือกเอกวิศวะหรือฟิสิกส์กันมากขึ้นหรือไม่ (สมัยโน้นเขาต้องแข่งกับรัสเซียด้านวิทย์) ไม่น่าเชือว่าประเทศนี้มันเก็บข้อมูลการศึกษารายคนตั้งแต่สมัยนั้น รู้แม้กระทั่งว่าโรงเรียนในรัฐนิวยอร์คได้เงินต่อหัวในการบำรุงโต๊ะเรียนในห้อง lab มากกว่าในรัฐแคลิฟอร์เนียเท่าไหร่เป็นเงินดอลล่าห์ในสมัยนั้น! พระเจ้าช่วย!

ถ้าไม่เก็บข้อมูลดี ๆ ทำวิจัยให้ดี ๆ และเผยแพร่ให้มันดี ๆ ให้มันทั่วถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า  ประเทศมันจะพัฒนายากนะครับ

ไม่มีข้อมูล ก็ไม่มีความโปร่งใสใด ๆ ทั้งสิ้น

ไม่มีข้อมูล ก็เกิดคอรัปชั่นง่ายขึ้น

ไม่มีข้อมูล ก็ไม่มี accountability ไม่มีหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น

แล้วอย่างนี้ ประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศตัวเอง? นอกจากดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์หรืออ่านข้อความทาง Line จากเพื่อนที่ “น่าเชื่อถือ”

นอกจากนี้  มันง่ายมากที่คนเราจะเถียงกันด้วยอารมณ์เวลาที่เราเถียงกันโดยไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ

สำหรับประเทศเราที่ออกอาการไม่สงบสุขและศักยภาพเสื่อมโทรมมาหลายปีที่ผ่านมานี้ บางทีการเริ่มเก็บและเผยแพร่ข้อมูลดี ๆ อาจช่วยให้พวกเราเข้าใจปัญหาสังคมมากขึ้น

ประเทศเรามีประชากรเกินหกสิบล้านคน มีทรัพยากรที่มีค่ามากมาย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีดินแดนขนาดไม่น้อย และมีความแตกต่างทางฐานะทางสังคมและหลักความคิดมาก มันไม่ง่าย (หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย) ที่เราจะรู้จักสังคมของเราเองได้อย่างครบถ้วนและถูกต้องหากเราไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่น่าเชื่อถือพอมาเป็นเครื่องมือช่วย ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เรายังเดินหน้าไปด้วยเท้าเดียวกันไม่ได้ แม้ว่าเราจะเคยทะเลาะกันรุนแรง เสียเลือดเสียเนื้อกันมาหลายต่อหลายปี

บทส่งท้าย

ผมเชื่อว่าการเผยแพร่ข้อมูลและหลักฐานที่มีคุณภาพนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการทำให้สังคมมนุษย์ (ไม่ว่าจะเป็นในครัวเรือน บริษัท เมือง หรือประเทศ) เจริญก้าวหน้า

ผมไม่ทราบว่าอีกนานแค่ไหน สังคมเราจะเห็นคุณค่าของข้อมูล หรือเมื่อไหร่เราจะมี access ต่อหลักฐานและข้อมูลที่มีคุณภาพเกี่ยวกับสังคมเราในทุก ๆ ด้าน

ระหว่างรอ ผมเองจะทำหน้าที่เผยแพร่งานวิจัยดี ๆ ที่ใช้ข้อมูลดี ๆ เพื่อตอบปัญหาสังคมในมุมมองใหม่ ๆ ไปก่อนในบล็อกนี้ครับ 🙂

 

Big Data ข้อมูล วิจัย เศรษฐศาสตร์


Previous Next

Leave a Reply to Chaipat Poonpatpibul Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Cancel Post Comment

  1. ปัญหาหลักของหลายๆเรื่องคือความไม่ตรงไปตรงมานั่นแหละ Policy Maker ก็เป็นส่วนหนึ่งของสมการ แต่ถ้าภาคเอกชนที่มีกำไรจากกิจการซึ่งก็ได้มาจากสังคมอีกทอด จะรวมกันทำโครงการดีๆเพื่อตอบแทนสังคมก็อาจจะเป็นอีกคำตอบหนึ่ง แค่โครงการดูแลต้นไม้หน้าสี่แยกปทุมวัน ยังทำได้คุณภาพแย่มาก ทั้งๆที่ห้างแถวนั้นกำไรมหาศาล สุดท้ายทุกคนที่ออกตัวอาสาก็เพียงแค่อยากปักป้ายห้างตนเองเท่านั้น จะทำอย่างไรให้นักธุรกิจเหล่านี้สำนึกได้?

  2. ครูดีใจที่ได้อ่านบทความดีดีแบบนี้ เรียนจบกลับมาแล้วมาแล้วมาพัฒนาชาติไทยของเรานะคะ

  3. เป็นบทความที่ดีอีกหนึ่งบทความ ขอบคุณที่แชร์ให้ฟังนะคะ

  4. ขอบคุณสำหรับทความดีๆแบบนี้ ขอบคุณที่ยังห่วงบ้านเกิดเมืองนอน

  5. คนไทย ต้องใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ ประเทศชาติจะพัฒนา ขอบคุณที่เขียนบทความดี ๆ ให้อ่านค่ะ

  6. Hi Kid,
    Glad to see your website and these articles! Keep on doing this interesting stuff! Also hope your Ph.D journey is a very rewarding one. I have been working at ASEAN+3 Macroeconomic Office in Singapore for almost two years. Basically working on economic surveillance for regional economies.
    Let me know if you have a chance to come to Singapore.
    Best,
    PTerm

keyboard_arrow_up