menu Menu
ไล่ครูเหลวไหล ให้โบนัสครูดีเลิศ เวิร์คจริงหรือ?
By ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ Posted in Human & AI, Smarter Policy on September 2, 2014 One Comment 68 words
[Life+] วิธีเลือกซื้อร่มให้คุ้มที่สุด Previous Plated: อาหารหรูผ่านไปรษณีย์ Next

การลงโทษหรือการให้รางวัลครูตามความสามารถในหน้าที่การงานเป็นเรื่องที่ได้รับการถกเถียงเป็นอย่างมาก  ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าครูมีหน้าที่สอนให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถ หากทำหน้าที่ได้ดีก็ควรได้รับผลตอบแทนเพิ่ม หากล้มเหลวในหน้าที่การงานก็สมควรโดนลงโทษหรือเชิญให้ออก เป็น performance based เหมือนในหลายบริษัทในภาคเอกชน  แต่ก็มีอีกฝ่ายที่คัดค้านการดีไซน์ระบบวัดประเมินผลครูและการใช้สิ่งจูงใจ (incentive) ฝ่ายนี้มักเถียงว่าการวัดความสามารถในการทำหน้าที่ครูนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะมันละเอียดอ่อนเกินไป และการใช้สิ่งจูงใจในโรงเรียนอาจก่อให้เกิดปัญหาระหว่างครูกันเองและความไม่แน่นอนของอาชีพครู

โพสนี้ผมจะสรุปผลวิจัยโดย Thomas Dee กับ James Wyckoff เกี่ยวกับผลกระทบของโครงการ IMPACT ซึ่งทำการให้รางวัลและลงโทษครูในโรงเรียนย่านวอชิงตันดีซีจากผลประเมินความสามารถครูในปี 2009-2011

โครงการ IMPACT คืออะไร?

โครงการ IMPACT

ในปี 2009 Chancellor ในย่านดีซี มิเชล รีห์ ได้เริ่มดำเนินนโยบายการศึกษาชื่อ IMPACT โดยเป็นระบบที่ให้เรตติ้งกับครูตามคะแนน IMPACT SCORE ซึ่งคำนวนมาจากการประเมินความสามารถครูจากหลาย ๆ มิติเช่น ความก้าวหน้าของผลคะแนนสอบของนักเรียนที่ครูคนนี้สอน ไปจนถึงเทคนิคการสอนในห้องเรียน และการทำงานอื่น ๆ ในโรงเรียน  หลังจากนั้น ถ้าครูคนไหนได้เรตติ้ง Highly Effective ก็จะได้โบนัสเงินเดือนอัตโนมัติ แถมมีโอกาสที่จะได้การเลื่อนขั้นเงินเดือนถาวรหากได้เรตติ้ง Highly Effective อีกทีในปีถัดไป  ในทางกลับกันครูที่ได้เรตติ้ง Minimally Effective จะได้รับการเตือนว่าหากได้รับเรตติ้ง Minimally Effective อีกทีจะโดนเชิญออกทันทีในปีหน้า  ส่วนครูที่ได้ Ineffective นั้นโดนเชิญให้ออกโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างออกจากโครงการ Teacher Incentiveอื่น ๆ คือการที่โครงการนี้มีขนาดใหญ่ครอบคลุมโรงเรียนกว่า 6พันโรงเรียน มีรางวัลและบทลงโทษที่ชัดเจนและค่อนข้างรุนแรงสำหรับทั้งครูที่ทำได้ดีและครูที่ทำได้ไม่ดี และมีการใช้มาตราวัดความสามารถครูจากหลายแง่มุมมากกว่าโครงการอื่น

วิธีวิจัยผลของ IMPACT

Thomas Dee กับ James Wyckoff ใช้เทคนิคทางเศรษฐมิติที่ชื่อว่า Regression Discontinuity Design ในการหาผลกระทบของโครงการ IMPACT  ในภาษาคนปกติวิธีนี้ฉวยโอกาสจากการที่การได้เรตติ้งต่าง ๆ กันมันต้องมาจากการคะแนน IMPACT SCORE ที่อยู่ในแต่ละ range ดังภาพด้านบน  วิธีนี้คิดว่าครูที่มีคะแนน IMPACT SCORE ใกล้กันแต่กลับได้เรตติ้งต่างกัน (249 กับ 251 หรือ 349 กับ 351) น่าจะเอามาเป็น control group กับ experimental group เพื่อเทียบกันหาผลกระทบของเรตติ้งที่ได้ต่อคะแนน IMPACT SCORE ในปีถัดไป และการตัดสินใจทำงานต่อในปีถัดไป

ผลที่พบ

  1. การเตือนครูที่ได้เรตติ้ง Minimally Effective ว่าอาจโดนเชิญออกได้ในปีหน้ามีผลทำให้ครูเหล่านี้ลาออกเองเพิ่มขึ้น 11%
  2. การให้รางวัลทางการเงินต่อครูที่ได้เรตติ้ง Highly Effective ทำให้ IMPACT SCORE ในปีถัดไปเพิ่มขึ้น 0.24 standard deviation (ถือว่าค่อนข้างมากในการศึกษา)
  3. ผลกระทบมาจากปีที่สองของโครงการซะมากกว่าปีแรก เขาสันนิฐานว่าปีแรกครูยังปรับตัวกันไม่ทัน

ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้

แม้ว่างานวิจัยชิ้นนี้จะหรูเลิศในการที่สามารถพิสูจน์ว่าโครงการ IMPACT สามารถทำให้ครูที่ทำได้ไม่ค่อยดีออกไปจากโรงเรียนและทำให้ครูที่เก่ง ๆ ทำได้ดีขึ้นไปอีก งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดอีกมากที่เราไม่ควรด่วนสรุปว่า IMPACT คือโครงการที่เราควรเอาแบบอย่าง

  1. น่าเสียดายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการทำโครงการ Incentive แบบนี้มีผลต่อคะแนนสอบเด็ก หรือ outcome อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับนักเรียนโดยตรง ทั้ง ๆ ที่ท้ายสุดแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในการศึกษาคือคุณภาพและความสามารถของเด็ก
  2. Regression Discontinuity Design มีข้อจำกัดที่ว่าเรารู้แค่ผลของโครงการนี้ต่อครูที่มีคะแนน IMPACT SCORE ใกล้ ๆ จุดแบ่งของเรตติ้งเท่านั้น ไม่สามารถนำผลไปตีความต่อกับครูที่มีความสามารถ “กลาง ๆ” ได้
  3. งานวิจัยนี้ไม่สามารถชี้ให้เห็นถึงกลไกที่ทำให้ครูที่ได้เรตติ้งต่ำยอมลาออกเอง และไม่สามารถบอกได้ว่าครูที่ได้เรตติ้งสูง ๆ เขาทำอะไรแปลกใหม่ถึงได้คะแนน IMPACT SCORE สูงขึ้นอีก

Case ของเมืองไทย

ผมว่าโครงการแบบนี้น่าติดตามว่ามีผลท้ายสุดอย่างไรในหลาย ๆ แห่งทั่วโลก  และผมเห็นด้วยกับโครงการ IMPACT ที่พยายามวัดความสามารถครูในหลายมิติ ไม่ได้วัดแค่คะแนนเด็กหรือสไตล์การสอนเท่านั้น  ผมเข้าใจว่าการวัดความาสามารถครูมันวัดลำบาก แต่ผมว่าเราก็ยังต้องมีการวัดอย่างเอาจริงเอาจังเพราะว่าอนาคตของชาตินั้นเดิมพันกับการผลิตเด็กรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพครับ

การทำโครงการขนาดใหญ่แบบนี้คงจะเป็นที่อื้อฉาวอย่างแน่นอนในประเทศเราที่มีวัฒนธรรมถือว่าครูบาอาจารย์มีพระคุณต่อเรา จะไปไล่เขาออกได้ง่าย ๆ ได้อย่างไร เขาเป็นครูเรา  แต่ในทางกลับกันหากเราเอาใจเราไปใส่ใจผู้บริโภคการศึกษา (เด็ก และ พ่อแม่) มันก็ไม่แฟร์กับเราและลูกหลานเราที่ต้องไปเสียเงินเสียเวลาค่อนชีวิตเพื่อเรียนกับครูที่ไม่เอาไหน (แถมต้องไปจ่ายเงินเรียนพิเศษเพิ่มอีก…)

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดในการดีไซน์โครงการให้โปร่งใสเพื่อความยุติธรรมกับทั้งผู้บริโภคและเหล่าครูบาอาจารย์ และที่สำคัญโครงการแบบนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อเราอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ขาดแคลนครู

ผู้อ่านคิดว่าอย่างไรครับ? ควรจะให้รางวัลหรือมีบทลงโทษไหม ถ้ามี ควรจะทำอย่างไร comment มาได้ครับ

 

teacher incentives การศึกษา งานวิจัย เศรษฐศาสตร์


Previous Next

Leave a Reply to Jira Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Cancel Post Comment

  1. ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการให้รางวัลและมีบทลงโทษ เพื่อให้ครูพยายามพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องนะคะ แต่ปัญหาคงอยู่ที่เกณฑ์การวัดมากกว่า เพราะคำว่า ครูที่ดี ค่อนข้าง Subjective หากกำหนดเกณฑ์ได้ไม่ดีก็อาจจะมีผู้เสียผลประโยชน์ที่ไม่ยอมรับได้ค่ะ

keyboard_arrow_up