สนับสนุน settakid.com

สมัครเป็น member ฟรี

ขอเชิญเพื่อน ๆ มาสมัครเป็น member เพื่อรับบทความใหม่ผ่านทางอีเมล์ พร้อมกับ weekly email รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ที่คัดมาแล้ว ผมทราบดีว่าสมัยนี้ทุกคนยุ่ง อาจไม่มีเวลามานั่งเช็คเว็บนี้ได้ตลอด จึงได้สร้าง member email list ขึ้นมาครับ

Home/Edunomics, Smarter Policy/อนุบาลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

อนุบาลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

Sharing is good karma 🙂Share on Facebook
Facebook
0Tweet about this on Twitter
Twitter
Share on LinkedIn
Linkedin
Email this to someone
email

เราควรลงทุนกับการศึกษาในระดับอนุบาลแค่ไหน?  นี่คือหนึ่งในคำถามคาใจของพ่อแม่รุ่นใหม่หลายคู่ที่จะต้องเผชิญหน้ากับโลกที่มีการแข่งขันสูงและค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกและค่าเล่าเรียนที่ดูเหมือนจะสูงขึ้นทุกวี่ทุกวัน  ควรจะหาอนุบาลใกล้บ้านหรือว่าควรจะลงทุนขับรถไปไกลหน่อยเพื่อแลกกับคุณภาพครูที่ดีกว่าและอัตราส่วนนักเรียนต่อครูที่น้อยลง  คำถามเดียวกันเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในใจของผู้บริหารประเทศเหมือนกันว่าการเอาเงินประเทศไปลงทุนในการศึกษาปฐมวัยมันคุ้มค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับการลงทุนในด้านอื่น  มันคุ้มค่าแค่ไหนที่จะสั่งให้อนุบาลหรือโรงเรียนประถมต่างๆ ลดจำนวนนักเรียนต่อครูหนึ่งคนลงและยอมเสียเงินจ้างครูเพิ่มมากขึ้น

การที่คำถามเหล่านี้ตอบได้ยากเหลือเกินในอดีตนั้นเป็นเพราะว่าเราไม่สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ในวัยเด็กกับผลลัพธ์เมื่อตอนเด็กๆ เหล่านี้โตขึ้นได้อย่างชัดเจนพอ อีกทั้งยังแยกแยะลำบากว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้นตอนที่เด็กโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้นเป็นผลมาจากคุณภาพของโรงเรียนอนุบาลหรือเป็นผลมาจากฐานะและความพยายามของพ่อแม่ที่จะต้องทำทุกสิ่งให้เอาลูกไปเข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดให้ได้

โชคยังดีที่โลกนี้มีกลุ่มนักวิจัยอัจฉะริยะที่นำทีมโดย Raj Chetty นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มที่จบปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดตอนอายุแค่ 23  พวกเขาผลิตงานวิจัยคุณภาพที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบสิบปีที่ผ่านมา  งานวิจัยในหัวข้อ “How Does Your Kindergarten Classroom Affect Your Earnings? Evidence from Project Star”  สามารถตอบคำถามสำคัญๆ หลายคำถามได้พร้อมๆ กันในงานวิจัยเดียว พร้อมกับยังชี้ให้เห็นถึงผลระยะยาวของการศึกษาที่ไปไกลกว่าแค่คะแนนสอบเมื่อเด็กๆ เหล่านี้โตขึ้นไปทำงานและมีครอบครัว

ล๊อตเตอรี่ชี้ชะตา

random

เมื่อปี 1985-1989 เด็กอนุบาลกว่าหนึ่งหมื่นคนจากโรงเรียนกว่า 79 แห่งในรัฐเทนเนสซีได้เข้าร่วมโครงการการทดลองที่ชื่อว่า “Project Star”  โดยโครงการนี้ใช้ล๊อตเตอรี่สุ่มเลือกนักเรียนและครูเข้าสู่ห้องเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่อครูต่างกัน กลุ่มหนึ่งมีนักเรียน 22 คนต่อห้อง อีกกลุ่มมีนักเรียน 15 คนต่อห้อง

เนื่องจากการที่โครงการนี้สุ่มให้นักเรียนและครูเข้าสู่ห้องเรียนแต่ละประเภทอย่างแรนดอม ผลลัพธ์ที่วัดได้หลังจากการสุ่มจะเป็นผลลัพธ์เพียวๆ ที่ปราศจากอิทธิพลของความสามารถเด็กที่วัดไม่ได้หรือฐานะของครอบครัว  พูดง่ายๆ ก็คือเป็นผลลัพธ์ที่จำลองนโยบายลดหรือเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อครูได้อย่างแท้จริงนั่นเอง เพราะเหตุนี้จึงมีงานวิจัยผุดเกิดขึ้นมาจำนวนมากที่ต่างก็พบว่าห้องเรียนเล็กๆ กับคุณภาพของครูนั้นมีผลดีต่อคะแนนสอบอย่างเห็นได้ชัด

แต่ปัญหาคือก่อนปี 2011 นี้ยังไม่มีงานวิจัยไหนที่ตอบได้ว่าผลของลักษณะและคุณภาพห้องเรียนกับคุณภาพครูนั้นจะมีผลต่ออะไรอีกบ้างนอกจากคะแนนสอบ เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการผลิตเด็กให้ออกมาฝนข้อสอบเก่ง แต่เราต้องการผลิตเขาออกมาเป็นผู้ใหญ่คุณภาพ

Raj Chetty และทีมนักวิจัยตอบคำถามนี้โดยการเชื่อมข้อมูลของเด็กๆ หมื่นกว่าคนใน Project Star เมื่อปี 1985-1989 เข้ากับข้อมูลแบบฟอร์มภาษีในปี 1996-2008 เมื่อเด็กๆ เหล่านี้เติบใหญ่เข้าสู่วัยทำงานและต้องเริ่มจ่ายภาษีเงินได้   ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าทีมวิจัยนี้คุยกับรัฐบาลสหรัฐฯอย่างไรจึงได้ข้อมูลภาษีมาแต่ต้องยอมรับว่าข้อมูลภาษีระดับรายคนในสหรัฐฯ นั้นมีมูลค่าอันมหาศาลเพราะว่าแบบฟอร์มภาษีนั้นสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับ

  1. รายได้ต่อปี
  2. คุณภาพมหาวิทยาลัยที่จบ
  3. จบมหาวิทยาลัยล่าช้าหรือไม่
  4. มีบ้านตอนอายุเท่าไหร่
  5. แต่งงานเมื่ออายุเท่าไหร่ เคยหย่าหรือไม่
  6. เสียชีวิตก่อนปี 2010 หรือไม่
  7. ฐานะและข้อมูลมากมายของผู้ปกครองของเด็กใน Project Star

แค่นี้ผู้อ่านก็คงจะพอเห็นภาพแล้วว่าการมีข้อมูลวัยผู้ใหญ่ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้สามารถที่จะทำให้เราศึกษาผลของการสุ่มเด็กและครูเข้าห้องเรียนบางประเภทในวัยเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  นอกจากนั้นฟอร์มข้อมูลภาษีเงินได้ที่ผู้ใหญ่ทุกคนจะต้องยื่นนั้นยังทำให้นักวิจัยสามารถเช็คว่าไม่มีการลำเอียงในผลลัพธ์ที่ได้เพราะว่าหาเด็กบางคนไม่เจอหรือเด็กบางคนไม่มาสอบ ในข้อมูลภาษีตอนโตนี้ทีมนักวิจัยเจอเด็กๆ ใน Project Star แทบจะทุกคน อีกทั้งการที่มีข้อมูลลึกซึ้งเกี่ยวกับผู้ปกครองนั้นยังทำให้นักวิจัยสามารถเช็คซ้ำอีกทีว่าล๊อตเตอรี่ที่เคยสุ่มไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมันแรนดอมจริงๆ หรือไม่ (ฐานะและลักษณะของครอบครัวในกลุ่ม control group กับกลุ่ม experimental group ไม่ควรจะต่างกันเกินไป)

ผลวิจัยน่าคิด

growing

  1. [อย่าดูแต่คะแนน] – ผลดีของห้องเรียนขนาดเล็กและครูที่มีคุณภาพดีต่อคะแนนสอบนั้นจะค่อยๆ จางหายไปเมื่อเด็กๆ เริ่มเข้าสู่ม.ต้น แต่กลับมามีผลอย่างเห็นได้ชัดต่อผลลัพธ์ในวัยผู้ใหญ่
  2. [รายได้ตอนโตดีกว่า] – การเพิ่มคุณภาพของห้องเรียน (วัดด้วยคะแนนเฉลี่ยของเพื่อนร่วมห้อง) ขึ้น 1 standard deviation จะเพิ่มรายได้ตอนอายุ 27 ขึ้น 9.6%  เมื่อรวมเด็กๆ จำนวนเป็นพันๆ คนตัวเลขนี้จะแปลเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
  3. [ห้องเรียนเล็กดีกว่า] – การลดจำนวนนักเรียนต่อครูหนึ่งคนลง 33% จะเพิ่มรายได้ต่อนักเรียนประมาณ 9,460 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐฯ
  4. [คุณภาพครูเกี่ยว] – การเพิ่มคุณภาพของครูขึ้น 1 standard deviation จะสามารถเพิ่มรายได้ของห้องเรียนที่มีนักเรียน 20 คนได้ประมาณปีละ 107,000 ถึง 214,000 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐฯ
  5. [ห้องเรียนเล็กดีกว่าอีกแล้ว] – การได้เรียนในห้องเรียนเล็กนั้นทำให้เด็กๆ โตขึ้นแล้วได้รับ “ผลลัพธ์ชีวิตที่ดีกว่า” โดยรวม เช่น มีเงินใน 401K (เงินส่วนนี้จะถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือนก่อนหักภาษี) มากกว่า มีโอกาสมีบ้านอยู่ มีโอกาสแต่งงาน และอยู่อาศัยในย่านที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

มองไปข้างหน้า

choices

งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ในระยะยาวของการศึกษาตั้งแต่ในวัยอนุบาล นอกจากนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ยังทำให้เราเริ่มฉุกคิดได้ว่าคะแนนไม่ใช่ทุกอย่างและอาจจะไม่ใช่มาตรฐานที่ดีที่สุดในการวัดว่าอะไรเวิร์คไม่เวิร์คในการศึกษา

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เขียนคิดว่าคะแนนสอบยังเป็นมาตราวัดที่ขาดไม่ได้ แต่หากเรามัวแต่ประเมินความสำเร็จของนโยบายการศึกษาด้วยคะแนนสอบอย่างเดียว การที่ผลต่อคะแนนสอบมักหายไปตอนเด็กๆ ขึ้นม.ต้นนั้นอาจจะทำให้เราด่วนสรุปว่านโยบายนั้นไม่ได้เรื่องทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผลของนโยบายนั้นอาจจะค่อยมาโผล่ขึ้นมาตอนที่เด็กๆ เหล่านี้เข้าสู่วัยทำงานก็เป็นได้  เพราะที่จริงแล้วเป้าหมายของการศึกษาคือการทำให้ชีวิตและสังคมก้าวหน้า ไม่ใช่แค่คะแนนไม่ใช่หรือ

ส่วนผลดีจากการเรียนในห้องที่มีจำนวนนักเรียนต่อครูน้อยและผลลัพธ์ต่อคะแนนสอบที่หายๆ ไปเมื่อเด็กขึ้นม.ต้นนั้นมีการสันนิษฐานว่าอาจจะมาจากการพัฒนา noncognitive skills ในช่วงอนุบาลที่ไม่สามารถวัดได้ง่ายด้วยข้อสอบ อีกทั้งยังมีการประเมินในงานวิจัยนี้ว่าผลจาก noncognitive skills เหล่านี้อาจมีส่วนช่วยอธิบายรายได้ที่มากขึ้นในวัยผู้ใหญ่มากกว่าผลจาก cognitive skills ที่ข้อสอบวัดได้อีกด้วย

ผู้เขียนคิดว่าความน่าเชื่อถือของงานวิจัยนี้อยู่ในระดับที่สูง แต่ความตรงภายนอก (external validity) อาจจะไม่มากพอที่คนไทยจะสามารถเอามาอ้างอิงเพื่อใช้กับกรณีของประเทศเรา เพราะว่าเด็กๆ ใน Project Star พวกนี้อยู่โตขึ้นมาในรัฐเทนเนสซีซึ่งไม่น่าจะมีความคล้ายคลึงกับเด็กๆ ในเมืองไทยเท่าไรนัก ทำให้เทียบกันลำบาก  ดูอย่างเกาหลีใต้เป็นตัวอย่าง จำนวนนักเรียนต่อครูที่นั่นสูงเหลือเกินแต่ล่าสุดก็ยังสามารถผลิตเด็กเก่งๆ ออกมาได้ชนะเด็กๆ จากอีกหลายประเทศที่เน้นจ้างครูเพิ่มเพื่อลดขนาดห้องเรียน  เพราะฉะนั้นถ้าเราสุ่มสี่สุ่มห้าลดขนาดห้องเรียนโดยยังไม่มั่นใจว่ามันจะเวิร์คหรือเปล่ามันอาจจะเป็นการเปลืองเงินประเทศไปเปล่าๆ ก็เป็นได้

แม้ว่าเราจะรู้อะไรเกี่ยวกับการศึกษามากขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก ยังเหลืออีกหลายคำถามที่เรายังตอบไม่ได้เช่น noncognitive skills นั้นควรจะเป็นมาตราวัดชิ้นใหม่หรือไม่ ครูคุณภาพควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร ควรจะให้โบนัสครูหรือลงโทษครูตามผลงานหรือไม่ อีกทั้งยังเหลืออีกหลายสถานที่ที่ไม่ยังเคยมีการทดลองแบบ Project Star ทั้งนี้ผู้เขียนทราบดีว่าการจะทำการทดลองขนาดใหญ่อย่างนี้อีกทีในยุคสมัยนี้คงเป็นอะไรที่ทำได้ลำบากมากเพราะว่าไม่น่าจะมีพ่อแม่ที่ไหนในโลกที่มีการแข่งขันสูงขนาดนี้ที่จะยอมให้ลูกตัวเองโดนกำหนดชะตากรรมโดยล๊อตเตอรี่

อย่างไรก็ตามผู้เขียนหวังว่าอย่างน้อยบทความนี้จะสามารถชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของการแก้ปัญหาการศึกษาจากมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์และคุณค่าของข้อมูลเชิงลึกระดับรายคนอย่างเช่นข้อมูลภาษีเงินได้ (จะดีมากถ้ามีคนไทยยื่นภาษีกันมากกว่านี้…) และบอกเป็นนัยๆ ว่าเราน่าจะให้โอกาสในการได้คุณภาพการศึกษาที่ดีตั้งแต่เล็กอย่างเท่าเทียมกันมากกว่านี้ เพราะว่าหากเด็กที่ฐานะดีได้การศึกษาที่ดีกว่าตั้งแต่อนุบาลอยู่ตลอดมันจะทำให้สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำทางความสามารถและท้ายสุดสังคมก็จะอยู่กันลำบากครับ

Opt In Image
อ่านแล้วถูกใจ ==> ขอเชิญเป็น member ครับ!

ทุกครั้งที่มีบทความใหม่ member จะได้รับอีเมล์บทความนั้นทันที ไม่ต้องคอยเช็ค facebook ให้เสียเวลา

อีกทั้งยังได้รับอีเมล์รวมลิงก์น่าอ่านสุดสัปดาห์ ที่ settakid.com คัดมาให้ทุกวันศุกร์อีกด้วยครับ

The following two tabs change content below.

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

PhD. Student & ICGC Fellow at the University of Minnesota
ผู้สร้าง settakid.com เป็นคนคิดมาก! ตื่นเต้นกับเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกและชอบอ่านงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ (ที่ยังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่) มากเป็นชีวิตจิตใจผู้เขียนเป็นศิษย์เก่า ร.ร. สาธิตจุฬา มหาวิทยาลัยคอร์เนล (คณิตฯ & เศรษฐศาสตร์) และมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ SAIS (เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ & จีนศึกษา) เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและธนาคารโลก ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการทำ impact evaluation อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า

5 Comments

  1. ได้อ่านบทความดีๆมาตลอด ต้องขอบคุณมากๆครับที่ช่วยเติมเต็ม และยังเป็นความคาดหวังว่า ทีมบริหารกระทรวงศึกษาธิการ จะมีโอกาสได้อ่านงานวิจัยชิ้นนี้บ้างนะครับ

    อรรณพ

    • ยินดีครับ ที่เขียนสรุปย่อๆ ก็เพราะหวังว่าคนที่มีอำนาจเปลี่ยนอนาคตประเทศและอนาคตเด็กไทยจะมีเวลามาอ่านเล่นๆ จุดประกายครับ

      • Jira August 22, 2015 at 1:55 am - Reply

        ขอบคุณมากค่ะที่เขียนบทความดีๆ ให้อ่าน จะติดตามผลงานไปเรื่อยๆ นะคะ อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจในการพัฒนาและปรับปรุงการศึกษามากขึ้นเยอะเลยค่ะ

  2. rakthum August 27, 2015 at 3:51 am - Reply

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆที่พี่เขียนออกมาให้ได้อ่านนะครับ

  3. siriluk September 7, 2015 at 5:23 am - Reply

    คำพูด ดีดี เช่นนี้ ไม่ควรจางหายไปในอากาศ สาธุชนทั้งหลายควรได้รับรู้ ตระหนัก และลงมือทำหน้าที่ของตนเองอย่างยิ่งยวด ขอบคุณมาก คุณเป็นเหมือนแสงตะเกียงส่องความรู้ สู่โอกาสการพัฒนาสังคมไทย

Leave A Comment