วิเคราะห์ประเด็นเปลี่ยนโลก

หนี้รัฐบาล…แค่ไหนถึงอันตราย

มีตัวเลขเศรษฐกิจอยู่ตัวหนึ่งที่หลายคนมักมองมันอย่างผิวเผินว่าเป็น “ตัวเลขหายนะ” ตัวเลขนั้นก็คือสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (ขอเรียกสั้นๆ ว่า หนี้รัฐบาลต่อ GDP) ในขณะที่บ้านเรากังวลกันว่าตัวเลขนี้อาจขึ้นไปแตะ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือจะชนกรอบที่ตั้งไว้ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ในไม่ช้า  เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเราถึงต้องกังวลกับมันทั้งๆ ที่เศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วแทบจะทุกเศรษฐกิจมีหนี้รัฐบาลอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า “ชาตินี้ก็ชำระไม่หมด” บทความนี้จะนำเสนอประเด็นที่เราควรและไม่ควรกังวล บวกกับผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับตัวเลขนี้ครับ

ถี่ ถูก แม่น หรือแค่ฝัน?: รวม 14 วิธีวัดตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ในยุค Big Data

แม้ว่ามนุษย์เราได้เริ่มศึกษาและทำการวัดข้อมูลเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เมื่อ 73 ปีแล้ว  การที่น้อยคนนักที่สามารถทำนายวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ครั้งเมื่อปี 2008 ทั้ง ๆ ที่มองย้อนกลับไปจากวันนี้แล้วมันมีสาเหตุชัดเจน สะท้อนว่าเรายังรู้อะไรน้อยมากเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญมักถูกประกาศหลังจากที่สิ่งที่มันตั้งใจจะวัด ได้เกิดขึ้นไปแล้วหลายอาทิตย์หรือเป็นเดือนๆ   (ดีไม่ดีเป็นปี...และอาจมี revision เพราะประกาศแรกผิด)  ซ้ำร้ายยังอาจเป็นตัวเลขเท็จที่ถูกการเมืองแทรกแซงอย่างที่ตลาดโลกตราหน้าตัวเลขเศรษฐกิจทางการของประเทศจีน แต่ด้วยความก้าวหน้าและความแพร่หลายของเทคโนโลยีสารสนเทศ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้กำลังจะเปลี่ยนไปในไม่ช้า ในโลกอนาคต ข้อมูลจำนวนมหาศาลจะถือกำเนิดขึ้นทุกครั้งที่ “ผู้เล่น” ในระบบเศรษฐกิจกำลังกระทำอะไรบางอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นการทำการค้นหาใน Google  โทรศัพท์หาเพื่อน  จ่ายเงินค่าทางด่วน หรืออัพโหลดรูปที่ตนไปเที่ยวมาขึ้น Flickr   ข้อมูลเหล่านี้เราสามารถมองว่ามันเป็นเหมือน “ลายทางเศรษฐกิจ” ขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนที่สามารถถูกนำไปวิเคราะห์ต่อเพื่อนำไปผูกเป็น “ตัวเลขเศรษฐกิจทางเลือก” ที่จะมีความถี่สูงกว่าแต่มีต้นทุนต่ำกว่าได้   อีกทั้งในบางกรณียังสามารถเอาไปทำนายตัวเลขเศรษฐกิจทางการก่อนการประกาศจริงได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ในบทความนี้ผมจะเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ข้อมูลชนิดใหม่ๆ

ทำดีเพื่อเขาหรือเรา?: the Warm Glow Effect

การให้ การทำดี และการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นมีอะไรที่น่าคิดมากมาย ทำไมบางคนที่บริจาคเงินเพื่อการกุศลถึงต้องการเปิดเผยชื่อสลักไว้ให้ผู้อื่นอ่าน ทำไมเพื่อนบางคนเวลาไปช่วยเหลือผู้อื่นมาแล้วต้องโพสต์รูปบอกทุกคนให้ทราบกันในเฟสบุ๊ค (โดยไม่ได้มีเจตนาจะรณรงค์อะไรใดๆ) ทำไมบางคนถึงยังชอบช่วยผู้อื่นในรูปแบบที่เราไม่เห็นด้วย หรือไม่ก็ในรูปแบบที่ไม่มีทางก่อให้เกิดผลดีอะไรได้กับสังคมจริง ๆ คำถามน่าคิดเหล่านี้ล้วนมีต้นตอมาจากว่าครั้งสุดท้ายที่คุณช่วยเหลือผู้อื่น บริจาคเงิน ทำงานเพื่อสังคม หรือให้ของขวัญ คุณจำได้ไหมว่าคุณทำไปเพราะอะไร เนื่องในโอกาสวันคริสต์มาส ซึ่งในปัจจุบันถือเป็น “เทศกาลแห่งการให้” ในหลายสังคมบนโลก บทความนี้จะชวนผู้อ่านไปขบคิดถึงพฤติกรรมการให้และการช่วยผู้อื่นจากมุมมองเศรษฐศาสตร์กันครับ