วิเคราะห์ประเด็นเปลี่ยนโลก

เทพียุติธรรมแท้จริงแล้วควรเป็นคนหรือหุ่นยนต์: เมื่อ Machine Learning พบกับ Human Jailing

ผมมีคำถามหนักใจ (แต่สำคัญต่อสังคม) ที่อยากให้ทุกคนเก็บไปคิดกันครับ “คุณคิดยังไงกับการที่อีกหน่อยจะมีการใช้สมองกลเพื่อช่วยผู้พิพากษาในการตัดสินว่าคนที่เพิ่งถูกตำรวจจับมาหมาดๆ ควรจะถูกปล่อยตัวหรือถูกฝากขังไว้โดยไม่ให้กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น?” สัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่มักบอกว่ามนุษย์เป็นมากกว่าแค่ตัวเลข หลายคนไม่เห็นด้วยที่เทคนิคเหล่านี้ไม่มี “พื้นที่” ให้กับความเป็นธรรมหรือความเที่ยงธรรม มีแต่สิ่งที่ป้อนให้กับคอมพิวเตอร์และสิ่งที่มันคายออกมา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เราเคยได้เห็นถึงจุดบอดและความลำเอียงของโมเดลสถิติในการใช้มันเพื่อรักษาความปลอดภัยมาแล้ว แต่วันนี้ผมจะขอเสนอมุมต่างที่อาจทำให้เรามองว่าการใช้ “สมองคน” ตัดสินใจเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้อย่างเดียวก็อาจทำให้เรารู้สึกทะแม่งๆ ได้ไม่แพ้กัน  งานวิจัยล่าสุดของกลุ่มนักวิศวกรคอมพิวเตอร์และนักเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐฯ ได้วิเคราะห์ข้อมูลประวัติอาชญกรรม (rap sheet) และคุณลักษณะของจำเลยทุกคนในนครนิวยอร์กตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2013 (รวมแล้วประมาณ 7 แสนกว่ากรณี) จนพบว่าหากเรา “เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ” ให้กับผู้พิพากษาว่าจะ “ขังหรือไม่ขัง” จำเลยด้วยการใช้สมองกลช่วยพยากรณ์ว่าในหมู่จำเลยที่มีเข้ามาทุกวี่วัน คนไหนมีโอกาสก่ออาชญากรรมซ้ำอีกหรือทำการหลบหนีระหว่างรอศาลเรียก  เราจะสามารถลดอาชญากรรมในเมืองลงได้มากขึ้น 25% (โดยคงจำนวนจำเลยที่ถูกปล่อยไว้เท่าเดิม) หรือลดจำนวนจำเลยที่จะถูกขังลงได้ถึง 42% (โดยคงอัตราอาชญกรรมไว้เท่าเดิม) ในนครนิวยอร์ก  อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสีผิวในการถูกฝากขังได้ไปพร้อมๆ กันด้วย โดยการนำโมเดลนี้ไปประยุกต์ต่อจากระดับเมืองสู่ระดับประเทศก็ได้ผลที่ไม่ต่างกันนัก ความสำคัญของงานชิ้นนี้คือเขาผสานจุดแข็งของ Machine Learning (จุดแข็งคือการพยากรณ์ให้แม่น) กับ เศรษฐมิติ (จุดแข็งคือการหาความเป็นเหตุเป็นผลและการขจัด bias) เข้าด้วยกันโดยมีเป้าหมายคือการเพิ่ม “คุณภาพ” ของการตัดสินใจให้กับผู้พิพากษา ไม่ใช่หยุดที่แค่การพยากรณ์ว่าจำเลยคนไหนมีความเสี่ยงที่จะหนีศาล  ที่ต้องผสานทั้งสองศาสตร์เข้าด้วยกันเป็นเพราะโลกใบนี้เคยเห็นแต่การกระทำของจำเลยที่ถูกปล่อยออกไปเท่านั้น ไม่เคยได้เห็นการกระทำของจำเลยที่ถูกตัดสินฝากขังในโลกจริงแต่ในโลกคู่ขนาน (alternate reality/ counterfactual) ถูกปล่อยตัวออกไปบนท้องถนน บทความนี้จะสรุปแบบคร่าวๆ (จะพยายามภายใน 5 นาที) ว่าทีมนักวิจัยนี้เขาลงเอยกับตัวเลขพวกนี้ได้ยังไงและว่าเราต้องคำนึงถึงอะไรบ้างเพื่อให้สังคมมั่นใจได้ว่าการพยากรณ์ด้วยตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่เวทมนตร์

เล่นกับไฟ: ทรัมป์กับการถอนเขี้ยว Dodd-Frank

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 โดนัลด์ ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่ง Executive Order ชิ้นใหม่เพื่อเริ่มทำการรื้อกฎหมายข้อบังคับทางการเงิน Dodd-Frank ยกใหญ่ในสหรัฐฯ แม้ว่าคำสั่งนี้จะไม่หวือหวาและจะยังไม่มีผลเชิงปฏิบัติที่เร่งด่วนเท่ากับคำสั่งอื่นๆ เช่นการแบนชาวต่างชาติจาก 7 ประเทศตะวันออกกลาง  แต่กฎหมาย Dodd-Frank ถือเป็นกลไกสำคัญของการควบคุมความเสี่ยงและความประพฤติของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างผลกระทบฉับพลันต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจทั่วโลกได้อย่างที่เราเคยเห็นในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008 พูดง่ายๆ คือทรัมป์กำลังเล่นกับไฟ ซึ่งหวือหวาน่าสนุกในระยะแรก แต่ตัวใครตัวมันในระยะยาว บทความนี้จะสรุปอย่างสั้นๆ ว่า 1) Dodd-Frank คืออะไร 2) มีไว้ทำไมตั้งแต่แรกและทำไมถึงจะถูกถอนเขี้ยว และ 3) จุดที่ควรจับตามองต่อไป

ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน (ตอนที่ 1): จุดยืนพลังงานไทยกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

พลังงานเป็นได้ทั้งตัวช่วยและตัวถ่วงในการพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน เชื้อเพลิงที่มีคุณภาพ ปลอดภัย หาซื้อได้ทั่วถึง และราคาเหมาะสมทำให้เราสามารถผลิตสินค้าและบริการได้อย่างมีผลิตภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการปลดปล่อยให้เราเอาเวลาอันมีค่าไปทำกิจกรรมอื่นๆ  ไม่ต่างกับตอนที่มนุษย์เริ่มใช้ไฟฟ้าหรือแก๊สในการปรุงอาหารแทนที่จะต้องไปหาไม้มาก่อฟืนให้เสียเวลาเหมือนสมัยก่อน แต่การบริหารพลังงานประเทศบางทีก็เป็นการปิดกั้นความเจริญของประเทศได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน  ยกตัวอย่าง เช่น การอุดหนุนกดราคาเชื้อเพลิงให้ต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อให้เป็นที่พอใจของประชาชน แม้จะฟังดูดีแต่ท้ายสุดจะนำมาซึ่งหายนะทั้งในด้านการคลัง การรณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน และการกระจายรายได้เพราะว่าคนที่ยากจนจริง ๆ ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างที่คิด  อีกตัวอย่างล่าสุดก็คือการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศล้มเลิกความตั้งใจที่จะพัฒนาและวิจัยหาพลังงานทดแทนที่สะอาดกว่ามาใช้ ทั้งๆ ที่มลภาวะอากาศจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (fossil fuels) นั้นมีส่วนในการคร่าชีวิตคนก่อนเวลาอันควรไม่ต่ำกว่า 2 แสนคนต่อปีในประเทศเขาเอง ปัจจัยสำคัญที่เป็นเสี้ยนหนามของการพัฒนานโยบายพลังงานคือความไม่เข้าใจข้อมูลและความลึกลับซับซ้อนของกลไกในตลาดพลังงาน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควร “ช่างมัน” เพราะว่านโยบายพลังงานกระทบทุกคนในสังคม ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่รุ่นเราก็รุ่นลูกหลานเรา ผมหวังว่าบทความซีรี่ส์ “ทำไมต้องตื่นตัวเรื่องพลังงาน” ที่จะเสนอข้อคิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์พลังงานแบบสั้นๆ จะทำให้หลายคนหันมาสนใจและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานอย่างมีทิศทางและมีข้อมูลกันมากขึ้นครับ สำหรับตอนที่ 1 เราไปดูกันว่าพลังงานไทยอยู่ตรงไหนและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) มีส่วนสำคัญอย่างไรและควรคืนปตท.ให้รัฐเหมือนแต่ก่อนดีอย่างที่มีการเรียกร้องกันหรือไม่